คมนาคม สั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์สูงสุด 2 ล้าน งัดมาตรการแก้ปัญหาจุดตัดทั่วกรุงฯ

Loading

“พิพัฒน์ – สิริพงศ์” คมนาคม แถลงด่วน! สั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์มักกะสันสูงสุด 2 ล้านบาท ฟันอาญา-วินัยคนผิด พร้อมงัดมาตรการแก้ปัญหาจุดตัดทั่วกรุงฯ ขีดเส้นตาย 3 เดือนต้องเห็นแผน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนาย สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นำการแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีอุบัติเหตุขบวนรถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทาง (ขสมก.) บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และได้รับบาดเจ็บ 32 ราย

พร้อมด้วย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) โดยนายพิพัฒน์ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมเปิดเผยมาตรการเยียวยาและแผนยกระดับความปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยไม่ได้นิ่งนอนใจ และตระหนักถึงหน้าที่ว่าต้องทำอย่างรัดกุมที่สุด ซคางขณะนี้ตนได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้นจำนวน 14 คน โดยมีรองปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน ซึ่งจะสรุปผลให้แล้วเสร็จภายใน15 วัน

อย่างไรก็ตามตนได้มอบหมายให้ รฟท.ไปศึกษาเรื่องจุดตัดทางแยกระหว่างรถไฟกับรถยนต์นั้น หากจะห้ามไม่ให้รถไฟทุกขบวนวิ่งเข้าพื้นที่ชั้นในกรุงเทพฯ จะได้หรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้โดยสารมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มขึ้น ดังนั้นจะมีวิธีช่วยเหลือหรือสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนนี้อย่างไร เช่น การเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรืออื่นๆ หากทำได้ในอนาคตก็จะยกเลิกไม่ให้รถไฟวิ่งผ่านจุดตัดต่างๆทั้งหมด โดยให้เวลาในการศึกษาและสรุปผลให้ได้ใน 3 เดือน

นายพิพัฒน์ กล่าวถึงประเด็นเรื่องใบขับขี่ของพนักงานขับรถไฟ (พขร.)ว่า ปัจจุบันมี 2 หน่วยงานที่ออกใบอนุญาตขับขี่ ได้ คือ รฟท. ที่กำหนดเงื่อนไขชัดเจนว่า ผู้ที่จะเป็น พขร.ได้ต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติงานช่างเครื่องมาแล้วไม่น้อยกว่า 7 ปี ซึ่งในส่วนนี้ พขร.ทุกคนได้รับใบอนุญาตจาก รฟท. แล้ว และอีกส่วน คือ ใบอนุญาตขับขี่จากกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ตามพ.ร.บ.กรมการขนส่งทางรางที่มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ในส่วนนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของ ขร.และรฟท.ที่ยังไม่เรียบร้อย

ต่อข้อถามว่าที่ผ่านมามีเหตุการณ์ความสูญเสียเกิดขึ้นบ่อยครั้งจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร นายพิพัฒน์ กล่าว ในการมอบนโยบายให้กับทุกหน่วยงานตนได้เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยมาเป็นที่ตั้ง โดยพนักงานทุกคนที่จะขึ้นไปควบคุมทั้งรถ เรือ รถไฟ ต้องได้รับการตรวจแอลกอฮอล์ ส่วนคำว่ารับผิดชอบต้องหาถึงสาเหตุก่อน หากเกิดจากการกระทำที่คนประมาทหรือละเลย ก็ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและต้องมีผู้รับผิดชอบ แต่หากความรับผิดชอบนั้นมาถึงตนก็จะแสดงความรับผิดชอบเช่นกัน แต่ต้องเป็นความรับผิดชอบในแต่ละขั้นขึ้นมาด้วย

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำผิด โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ส่วน คือ 1. ความผิดทางอาญา ตำรวจจะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดย รฟท.จะเป็นเจ้าทุกข์ฟ้องร้องพนักงานขับรถไฟฐานประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิต 2.ความผิดทางวินัย: รฟท. และ ขสมก.จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทุกระดับชั้น หากพบผู้บังคับบัญชาละเลยจะถูกสั่งพักงานและรับโทษทางวินัยทันที 3. ตามที่นายพิพัฒน์ให้นโยบายไว้กับ กระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 จะยกระดับความปลอดภัย (พ.ร.บ.ราง) บังคับใช้มาตรฐานเทียบเท่าการบิน (Aviation Standard) ยกเลิกการสุ่มตรวจ เปลี่ยนเป็นปูพรมตรวจสารเสพติด 100% พนักงานขับรถสาธารณะทุกคน (รฟท., ขสมก., บขส.) ต้องตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนปฏิบัติหน้าที่ทุกวัน ไม่มีข้อยกเว้น

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า  สำหรับมาตรการการเยียวยานั้นนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ระดมมาจากทุกภาคส่วน โดยเบื้องต้นกรณีผู้เสียชีวิตจะได้รับจำนวน 2,390,000 บาท/ราย + เงินสมทบเพิ่มเติม) โดยขสมก.จ่ายรวม 1,750,000 บาท (ประกอบด้วย ประกันภัย/พ.ร.บ. 1.5 ล้านบาท จ่ายภายใน 7 วัน, เงินจากภาคีเครือข่าย 50,000 บาท และรับผิดชอบค่าจัดการศพทั้งหมด) รฟท. จ่ายรวม 340,000 บาท (เงินช่วยเหลือเบื้องต้นและค่าปลงศพ 80,000 บาท และจ่ายเพิ่มอีก 260,000 บาทหลังพิสูจน์ทายาทแล้ว)เงินสมทบพิเศษ: รับเพิ่ม 300,000 บาท จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

ส่วนกรณีบาดเจ็บ ขสมก.รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลตามจริง 80,000 – 1,000,000 บาท (หากเกินกำหนด ขสมก. จ่ายส่วนต่างให้ทั้งหมด) พร้อมมอบเงินจากภาคีเครือข่าย 30,000 บาท และกองทุนอุบัติเหตุอีก 20,000 บาท รฟท.: มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 5,000 บาท และจ่ายเยียวยาเพิ่มตามระดับอาการสูงสุด 50,000 บาท (กรณีเข้า ICU)

นอกจากนี้ ขสมก.จะดูแลต่อเนื่องให้กับผู้ได้รับผลกระทบ โดยจะรับผิดชอบค่าเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกทั้งหมด (เช่น รถยนต์/จักรยานยนต์บริเวณรอบข้าง) และจัดทีมลงพื้นที่ดูแลสภาพจิตใจผู้บาดเจ็บทุกวันจนกว่าจะออกจากโรงพยาบาล และ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นำเงินสมทบจาก กรมการขนส่งทางราง และ กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยดูแลเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษด้วย

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันจุดตัดทางรถไฟสายเหนือและสายอีสาน (8 จุด) ได้ถูกแก้ไขโดยใช้ทางยกระดับสายสีแดงแล้ว เหลือเพียงสายตะวันออก (16 จุด) และสายตะวันตก/ใต้ (3 จุด) ที่ยังรอการก่อสร้าง Missing Link กระทรวงคมนาคมจึงกำหนดมาตรการแก้ปัญหา 2 มิติ ได้แก่ มิติที่ 1: รถไฟโดยสาร (ขนส่งคน) ระยะเร่งด่วน: ใช้กฎเหล็ก “ไม้กั้นไม่ลง รถไฟไม่เคลื่อนขบวน” พร้อมซิงค์ระบบกับไฟจราจร และขอความร่วมมือประชาชนหยุดรถหลังเส้นเหลือง

ระยะกลาง: ปรับแผนไม่ให้รถไฟทางไกล/ชานเมืองเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน โดยสายตะวันตกและสายใต้ให้หยุดที่ “สถานีตลิ่งชัน” (ต่อสายสีแดง) และสายตะวันออกให้หยุดที่ “สถานี ลาดกระบัง” (ต่อแอร์พอร์ตลิงก์) หรือให้ ขสมก. จัดหารถรับส่งเพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน โดยรัฐบาลจะใช้ระบบตั๋วร่วมดูแลค่าโดยสารไม่ให้เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ระยะยาว: เร่งสร้างทางรถไฟยกระดับช่วง Missing Link (พญาไท-ยมราช-สถานีกลางฯ) ให้แล้วเสร็จ ดันสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์เป็นสถานีปลายทางหลัก และ “ยกเลิกสถานีหัวลำโพง”

มิติที่ 2: รถไฟสินค้า (ขนส่งสินค้า) ระยะเร่งด่วน ได้สั่งหยุดรถไฟสินค้าเข้าเมือง (ลดได้ 10 ขบวน/วัน) ให้เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่สถานีรอบนอก (ICD ลาดกระบัง, บ้านภาชี, นครปฐม) แล้วใช้รถบรรทุกขนาดเล็กวิ่งแทน โดยขบวนรถน้ำมันจะห้ามไม่ให้เข้าสู่พื้นที่กรุงเทพ ส่วนขบวนรถสินค้าอื่น ที่จำเป็นต้องเข้าเมือง อนุญาตให้วิ่งเฉพาะเวลากลางคืนควบคู่กับการใช้ระบบไม้กั้นบริเวณจุดตัดระดับดิน ระยะยาว: พัฒนาถนนวงแหวนรอบที่ 3 (MR10) ตามแผน MR-Map ให้รถสินค้าวิ่งเลี่ยงเมือง (Bypass) และสร้างศูนย์เปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Multimodal Transport) ไปยังทางถนนและทางน้ำในพื้นที่ปริมณฑล

นายชยธรรม์ กล่าวว่า ปัญหาจุดตัดทางแยกระหว่างรถไฟกับรถยนต์นั้น ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้วางแผนแม่บทในการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรางทั้งรถไฟทางไกลและทางใกล้ รวมถึงการย้ายสถานีหลักการเดินทางระบบรางจากสถานีหัวลำโพงไปอยู่ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์(บางซื่อ) เพื่อให้รถไฟทุกขบวนไม่ต้องวิ่งเข้ากรุงเทพชั้นใน ตลอดจากสร้างทางยกระดับอยู่บนจุดตัดทางแยกระหว่างรถไฟกับถนนระดับล่าง โดยได้ดำเนินการแล้วเสร็จในเส้นทางสายเหนือและสายอีสาน ขณะที่สายใต้และสายตะวันออกยังไม่ได้ดำเนินการ เนื่องจากงานก่อสร้างของรฟท.ยังมีความล่าช้า ประกอบกับยังไม่ได้ดำเนินการในส่วนของมิสซิ่งลิงค์จากมักกะสันเชื่อมต่อไปยังสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ จึงทำให้ยังมีจุดตัดระดับดินอยู่จนมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจึงมีนโยบายไม่ให้รถขนส่งสินค้าโดยเฉพาะรถขนส่งน้ำมันวิ่งผ่านเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในช่วงกลางวัน และให้ปรับการเดินรถเป็นเวลากลางคืนระหว่างเวลา 22.00 น. – 04.00 น. เพื่อไม่ให้รถขนสินค้าวิ่งผ่านในช่วงที่การจราจรติดขัดอีกต่อไป  ทั้งนี้ได้มอบหมายให้รฟท.ไป ศึกษาความเป็นไปได้ว่าสามารถเบรกรถขนส่งสินค้าไว้ที่รอบนอกเมืองได้หรือไม่ โดยจะต้องสรุปให้ได้ภายใน 3 เดือน

นายจิรโรจน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสนข.ได้เคยทำแผนวางจุดโดยรอบพื้นที่ชั้นนอกกรุงเทพฯ เพื่อไม่ให้รถขนสินค้าและรถไฟโดยสารเข้าพื้นที่ชั้นใน คือ ในส่วนของรถขนสินค้าได้วางจุดของรถไฟสายเหนือและสายอีสาน ไว้ที่ชุมทางบ้านภาชี ,สายใต้และสายตะวันตก ที่สถานีนครปฐมและสายตะวันออก ที่สถานีขนส่งและแยกสินค้ากล่องทางบกขนาดใหญ่ (ICD ลาดกระบัง)

ส่วนจุดเบรกรถโดยสาร เบื้องต้นสายใต้ให้หยุดที่สถานีตลิ่งชัน และเชื่อมต่อรถไฟฟเสายสีแดง สาบตะวันออก หยุดที่สถานี ICD ลาดกระบัง และเชื่อมต่อรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เป็นต้น ทั้งนี้สนข.จะส่งมอบแผนนี้ให้ รฟท.ไปพิจารณาผลกระทบว่าหากต้องเบรกรถขนสินค้าไว้รอบนอกเมืองจะเป็นอย่างไร เนื่องจากประชาชนคงต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มขึ้น ดังนั้นกระทรวงคมนาคมคงต้องพิจารณาแนวทางให้ความช่วยเหลือประชาชน อาทิ การให้เข้าร่วมนโยบายตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วม

นายอนันต์ กล่าวว่า ปัจจุบัน รฟท.มีตำแหน่งพขร. 1,200 อัตรา แต่มีจำนวนพนักงานอยู่แต่ 951 อัตรา  ซึ่งตั้งแต่ที่พ.ร.บ.กรมการขนส่งทางรางมีผลบังคับใช้ ทางรฟท.ก็ได้ส่งรายชื่อ พขร.ทั้งหมดไปให้ ขร.ดำเนินการออกใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งมีพขร.ประมาณ 200 รายได้รับอนุมัติจาก ขร.แล้วที่เหลืออยู่ระหว่างการระบุตัวตนผ่านเครือข่ายของขร. ซึ่งต้องแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2569

นายอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาพนักงานขับรถ เนื่องจากตรวจพบสารแอมเฟตามีนและสารกัญชาในปัสสาวะ ดังนั้น รฟท. จึงได้มีคำสั่งให้พนักงานขับรถออกจากงานไว้ก่อนทันที เพื่อรอผลการสอบสวนในการพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อน

ส่วนพนักงานควบคุมเครื่องกั้นถนน และช่างเครื่องทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา แต่ทาง รฟท. ได้ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่อื่นที่ไม่เกี่ยวกับการเดินรถ เพื่อให้ประชาชนเกิดความสบลายใจ ขณะเดียวกัน รฟท.ได้จัดเจ้าหน้าที่เข้าไปเสริมจุดเกิดเหตุ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยมากที่สุด

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการตรวจสอบข้อเท็จจรงทาง รฟท.มีคณะทำงานเหตุอันตรายกลางที่กำลังดำเนินการสอบสวนผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดก่อนสรุปผลในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้  สำหรับการสอบสวนเบื้องต้นในส่วนของระบบอาณัติสัญญาณยืนยันว่าเป็นระบบตามมาตรฐานยุโรป ส่วนเครื่องกั้นถนนเป็นการติดตั้งแยกออกมาซึ่งไม่สัมพันธ์กับระบบอาณัติสัญญาณ ทั้งนี้รฟท.มีแผนระยะยาวในการนำระบบเทคโนโลยี ATP มาใช้ให้สัมพันธ์กับเครื่องกั้นถนน คาดว่าจะดำเนินการได้ใน 2-3 ปี 

นายกิตติกานต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาขสมก.มีการตรวจหาแอลกอฮอล์กับพนักงานขับรถทุกวันอยู่แล้ว ส่วนการตรวจสารเสตคิดได้ดำเนินการเป็นระยะ ทั้งนี้มาตรการแก้ปัญหาระยะสั้นกรณีรถเมล์คร่อมทางรถไฟนั้น ขสมก.ได้ตัดส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจพิเศษและนายตรวจพื้นที่ลงประจำจุดเสี่ยงทั้งหมด เพื่อให้ประขาชนเกิดความมั่นใจในการใช้บริการ