ครม. ไฟเขียว AOTGA ร่วมลงทุนบริการภาคพื้น-คลังสินค้ารายที่ 3 สุวรรณภูมิ

Loading

ครม. ไฟเขียว AOTGA ร่วมลงทุนบริการภาคพื้น-คลังสินค้ารายที่ 3 สุวรรณภูมิ ยกระดับมาตรฐานบริการก้าวสู่ฮับการบินในภูมิภาค

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชน รวมถึงเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ใน 2 โครงการสำคัญของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ได้แก่ 1.โครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของผู้ประกอบการรายที่ 3 

และ 2.โครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของผู้ประกอบการรายที่ 3  ตามที่คณะกรรมการคัดเลือกฯ ในการประชุมครั้งที่ 25/2568 เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2568 มีมติเห็นชอบให้บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือ AOTGA เป็นผู้ผ่านการประเมินสูงสุด ทั้ง 2โครงการ

โดยทั้ง 2 โครงการดังกล่าว ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รองรับการเติบโตของปริมาณผู้โดยสาร การขนส่งสินค้า และการจราจรทางอากาศในอนาคต พร้อมยกระดับสุวรรณภูมิให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาคอย่างเต็มศักยภาพ

สำหรับโครงการบริการภาคพื้นฯ มีเป้าหมายสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านการให้บริการภาคพื้นของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้เพียงพอต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต โดยบริการหลักจะครอบคลุมตั้งแต่การให้บริการอุปกรณ์สนับสนุนอากาศยาน การขนถ่ายและเคลื่อนย้ายกระเป๋า สัมภาระ สินค้า และไปรษณียภัณฑ์ ตลอดจนงานสนับสนุนต่าง ๆ ที่มีความสำคัญต่อการให้บริการเที่ยวบินอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่บริการอื่น ๆ จะครอบคลุมการจัดการทั่วไปด้านภาคพื้น การให้บริการด้านการบิน พิธีการบิน ตลอดจนการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับลูกเรือ

ส่วนโครงการคลังสินค้าฯ จะครอบคลุมการให้บริการคลังสินค้าหลายประเภท เพื่อรองรับรูปแบบการขนส่งทางอากาศที่มีความหลากหลายมากขึ้น ประกอบด้วย คลังสินค้าขาเข้า หรือ Import คลังสินค้าขาออก (Export) คลังสินค้าถ่ายลำ (Transit) รวมถึงการรองรับสินค้าเน่าเสียง่าย ตลอดจนสินค้าเร่งด่วนและสินค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ การค้าออนไลน์ และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ทั้ง 2 โครงการดังกล่าวจะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบโลจิสติกส์ทางอากาศของไทย เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณสินค้าในอนาคต และสนับสนุนการเชื่อมโยงการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ AOT จะไปดำเนินการลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท AOTGA และเดินหน้าดำเนินโครงการตามขั้นตอน ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการรองรับการเติบโตของการเดินทางทางอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเที่ยวบินและการให้บริการภาคพื้น ตลอดจนสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการผลักดันให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบินที่สำคัญของภูมิภาค

ต่อข้อถามถามถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ(ทสภ.) วงเงินประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคม เสนอเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.) แล้ว อยู่ระหว่างการรอบรรจุวาระการประชุมเสนอครม. พิจารณา โดยการก่อสร้าง East Expansion จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้สามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นได้ไม่น้อยกว่า 70 ล้านคนต่อปี จากปัจจุบันประมาณ 60 ล้านคนต่อปี