![]()
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและความท้าทายจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้นทั่วโลก ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไม่ได้วัดเพียงประสิทธิภาพการผลิตหรือคุณภาพสินค้าอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนในอนาคต
ภายใต้ในบริบทดังกล่าว กลุ่มบริษัท ปตท. ในฐานะผู้นำด้านพลังงานของประเทศ กำลังเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มจากโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่มีอยู่ โดยเฉพาะระบบก๊าซธรรมชาติและ LNG ของประเทศ เพื่อยกระดับสู่โครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำที่ช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
ล่าสุด บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) เดินหน้าพัฒนาโครงการโรงแยกอากาศ MAP2 พร้อมจัดพิธีวางศิลาฤกษ์โรงแยกอากาศที่ใช้เทคโนโลยีแลกเปลี่ยนความเย็นจากก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) เพื่อผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง
โครงการดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ ปตท. ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดหาพลังงานให้กับประเทศ แต่กำลังขยายบทบาทสู่การเป็นผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่สามารถสร้างคุณค่าเพิ่มจากทรัพยากรพลังงาน พร้อมตอบโจทย์เป้าหมายการลดคาร์บอนของประเทศในเวลาเดียวกัน

MAP2 ถือเป็นโรงแยกอากาศ (Air Separation Unit: ASU) ที่ใช้พลังงานความเย็นจากกระบวนการเปลี่ยนสถานะของ LNG แห่งที่ 2 ของประเทศไทย โดยมีมูลค่าการลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท และมีกำลังการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ ออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน รวมสูงสุดถึง 450,000 ตันต่อปี
ก๊าซอุตสาหกรรมเหล่านี้ถือเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเหล็ก ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม การแพทย์ รวมถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
จุดเด่นสำคัญของโครงการ MAP2 คือการนำ “พลังงานความเย็น” ที่เกิดขึ้นในกระบวนการเปลี่ยนสถานะ LNG จากของเหลวกลับเป็นก๊าซมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากโครงสร้างพื้นฐาน LNG ที่ ปตท. ได้ลงทุนและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โดยสามารถลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับกระบวนการแยกอากาศแบบดั้งเดิม
ความสำเร็จของแนวทางนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วจากโครงการ MAP1 ซึ่งเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2564 โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เฉลี่ยมากกว่า 100,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือคิดเป็นการลดการปล่อยสะสมกว่า 370,000 ตัน สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีดังกล่าวในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การเติบโตแบบคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับ ปตท. ความสำเร็จของ MAP1 ไม่เพียงเป็นตัวอย่างของการสร้างมูลค่าเพิ่มจากโครงสร้างพื้นฐาน LNG เท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการลงทุนด้านพลังงานสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางพลังงาน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท. ได้วางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การส่งเสริมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการสร้างระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมที่รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ การพัฒนาโครงการ MAP2 จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยต่อยอดวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ตลาดโลกให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Decarbonization) มากขึ้น ผู้ผลิตที่สามารถเข้าถึงพลังงานและวัตถุดิบคาร์บอนต่ำจะมีความได้เปรียบในการแข่งขันและตอบสนองต่อข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมจากคู่ค้าและนักลงทุนทั่วโลกได้ดียิ่งขึ้น

คุณอรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด กล่าวว่า บีไอจี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโซลูชันก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ เพื่อช่วยลูกค้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า ขณะที่การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ในโรงแยกอากาศแห่งใหม่นี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและสนับสนุนกลยุทธ์ Generating a Cleaner Future รวมถึงตอกย้ำความร่วมมือระยะยาวกับ ปตท. ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน
“โครงการดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันของ บีไอจี และ ปตท. ในการนำศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติและ LNG มาสร้างคุณค่าเพิ่มให้แก่ภาคอุตสาหกรรมไทย ผ่านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”
โครงการ MAP2 จึงไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนด้านก๊าซอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านจาก “โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ที่มีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของประเทศ
ภายใต้การขับเคลื่อนของกลุ่ม ปตท. ความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง บีไอจี กำลังช่วยสร้างระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ของประเทศภายในปี 2050 อย่างเป็นรูปธรรม
