![]()
ปตท. ฉวยโอกาสวิกฤตพลังงานโลก เร่งเครื่องธุรกิจ LNG Value Chain ตั้งเป้าปี 69 เทรดดิ้ง LNG เพิ่มแตะ 3.7 ล้านตัน ลั่น ไตรมาส1/69 ชงคณะอนุกรรมการ PDP พิจารณาส่งเสริมใช้ “ไฮโดรเจน-แอมโมเนีย” เป็นส่วนผสมเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าแล้ว หวังบรรจุในแผน PDP ฉบับใหม่

นายอาภากร ชอุ่มทอง ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยในงาน PTT: Earnings Call (OPPDAY) Q1/2026 วันที่ 21 พ.ค.2569 โดยระบุว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุช ส่งผลให้กังการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมาติของโลกหายไป ปตท.จึงต้องปรับแผนธุรกิจให้สอดรับต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยหันมาเร่งรัดขับเคลื่อนธุรกิจ LNG Value Chain ,ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม(E&P) และธุรกิจเทรดดิ้ง
โดยในส่วนของ ธุรกิจ LNG Value Chain พบว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุช ทำให้ปริมาณการขนส่ง ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ของโลก ผ่านช่องแคบดังกล่าว หายไปราว 20% ขณะที่คาดการณ์โอเวอร์ซัพพลายจะล่าช้าออกไปเป็นช่วงปี 2571-2572 จากเดิมคาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2569 และราคา LNG ในปีนี้ความผันผวนมากขึ้น ทำให้ ปตท.ต้องปรับแผนการจัดหา LNG ที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ในสหรัฐฯ และแหล่งอื่นๆ เพื่อทดแทนการจัดหาจากตะวันออกกลาง พร้อมปรับพอร์ตโฟลิโอธุรกิจ LNG Value Chain
โดยในปี2569 วางเป้าหมายเพิ่มปริมาณซื้อ-ขาย(เทรดดิ้ง LNG) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.7 ล้านตัน จากปี2568 อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งในช่วงไตรมาส 1/69 ทำได้แล้ว 1.28 ล้านตัน ขณะที่ในระยะยาว ปตท. เร่งขยาย Portfolio มุ่งสู่การเป็น Global LNG Player ตามเป้าหมาย 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578
รวมถึง พิจารณาขยายขนาดธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น และมองเรื่องการจัดทำ Regas-LNG-to-Power เพื่อโอกาสการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต อีกทั้งดูเรื่องสัญญาให้ยืดหยุ่นในการรับ-ส่งของเรือ LNG ด้วย

ส่วนธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม(E&P) ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP จะผลักดันให้เกิดการผลิต และสำรวจแหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆเพิ่มเติม ขณะที่ธุรกิจเทรดดิ้ง จะเพิ่มศักยภาพในการจัดหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จากแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลาย เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ
นอกจากนี้ วิกฤตตะวันออกกลาง ทำให้ ปตท. ต้องกลับมาพิจารณาในบางธุรกิจเพิ่มเติม เช่น แผนการหาพันธมิตรเข้ามาร่วมทุนในธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น(P&R) ซึ่งจะต้องหาจจังหวะและเวลาที่เหมาะสม โดยยังคงเป้าหมายที่จะมีความชัดเจนภายในปีนี้
ขณะที่แผนขับเคลื่อนการลงทุนระยะยาว ในส่วนของการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงรูปแบบใหม่อย่าง “ไฮโดรเจน” ล่าสุด ในช่วงไตรมาส 1 ปี2569 ปตท.ได้นำเสนอแผนส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนและแอมโนเนีย เพื่อเป็นส่วนผสมในเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าต่อคณะอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (คณะอนุกรรมการ PDP) นำไปพิจารณาในการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่แล้ว
สำหรับทิศทางธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 2569 ปตท. ได้พิจารณาถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ตัวเลขคาการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ(GDP)โลก ของ IMF ที่ประเมินว่า ปี2569 จะขยายตัว 3.1% จากปี2568 อยู่ที่ 3.4% และ GDP ไทย ตามคาดการณ์ของ สศช. มองว่า ปี2569 จะเติบโต 2% จากปี2568 อยู่ที่ 2.4% ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุช ทำให้ราคาพลังงาน และเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น
ขณะที่ ราคาก๊าซฯ ตลาดHenry Hub เพิ่มขึ้น 6% อยู่ที่ 3.4- 4 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ตลาด JKM เพิ่มขึ้น 15% อยู่ที่ 13-15 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู และราคาน้ำมันดิบดูไบ คาดว่า จะเพิ่มขึ้น 25% อยู่ที่ 82-92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นต้น

ทั้งนี้ จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ ปตท. ประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปี 2569 โดยคาดว่า จะได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) ของ PTTEP ที่ปรับตัวดีขึ้นจากการรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีจากโครงการที่เข้าไปซื้อสัดส่วนการลงทุนเพิ่มในปีที่ผ่านมา รวมถึงปริมาณการขาย และราคาก๊าซฯที่ปรับเพิ่มขึ้น ด้านธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ ดีขึ้นจากการปรับโครงสร้างธุรกิจก๊าซฯของภาครัฐที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2569 ทำให้โรงแยกก๊าซมีต้นทุนลดลง และมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมี มีราคาและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ต่อวัตถุดิบ (Spread) สูงขึ้น รวมทั้ง Utilization Rate ดีขึ้น และธุรกิจเทรดดิ้ง ที่ยังเติบโต
ส่วนธุรกิจโรงกลั่น แม้ในไตรมาส 1/69 ผลประกอบการจะเติบโต แต่ในอนาคตหากราคาน้ำมันปรับลงอาจเผชิญภาวะขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) รวมถึงมาตรการภาครัฐที่อาจเข้ากระทบเพิ่มเติมในอนาคต ด้านธุรกิจน้ำมัน ยังเติบโตจากความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจไฟฟ้า แม้ว่าต้นทุนเชื้อเพลิงจะปรับเพิ่ม แต่ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในช่วงวิกฤต ปตท. บริหารสภาพคล่องทางการเงินเพื่อรองรับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยจัดเตรียมสภาพคล่องเพิ่มขึ้นถึง 230,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียน (Working Capita) สำหรับการจัดหาน้ำมันและ ก๊าซฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นถึงกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปีนั้น ปตท.จะพยายามบริหารจัดการ โดยไม่ส่งผ่านต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน ไปสู่ประชาชน และจะรักษาอัตราเงินปันผล (Dividend) อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการดูแลการเติบโตของบริษัทอย่างยั่งยืน