“พิพัฒน์” จับมือรัสเซีย ยกระดับคมนาคม หนุนระบบราง–ขนส่งอัจฉริยะ–ไร้คนขับ

Loading

พิพัฒน์” จับมือรัสเซีย ยกระดับคมนาคมเปิดประตูเทคโนโลยีโลก หนุนระบบราง–ขนส่งอัจฉริยะ–ไร้คนขับ มุ่งสร้างการเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย เพื่อประชาชน

กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นำคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงคมนาคม ประกอบด้วย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย

พร้อมด้วย นายศศิวัฒน์ ว่องสินสวัสดิ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำสหพันธรัฐรัสเซีย เดินหน้าภารกิจความร่วมมือด้านคมนาคมระหว่างไทย–รัสเซีย โดยเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. (เวลาท้องถิ่น) ได้ร่วมหารือและลงนามบันทึกแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านการขนส่ง ระหว่างกระทรวงคมนาคมแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงคมนาคมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย กับ นายแอนเดรย์ เซอร์เกเยวิช นิกิติน (H.E. Mr. Andrey Sergeevich Nikitin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อวางกรอบความร่วมมือด้านคมนาคมขนส่งระหว่างสองประเทศ และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมาตรฐานการขนส่งระดับนานาชาติ  ณ กระทรวงคมนาคมสหพันธรัฐรัสเซีย

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้เป็นความร่วมมือด้านคมนาคม และเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยกับรัสเซีย ในปี 2570 ไทยและรัสเซียจะครบรอบ 130 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูต  รวมทั้งเป็นการต่อยอดความร่วมมือระดับรัฐบาลภายหลังการเยือนรัสเซียของนายอนุทิน ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนมิถุนายน 2569

โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์กลับมาพัฒนาระบบคมนาคมของประเทศไทย โดยเฉพาะระบบราง การขนส่งอัจฉริยะ เทคโนโลยีอัตโนมัติ การขนส่งทางน้ำ การบิน และการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้ระบบขนส่งของไทยมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงขึ้น สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการเดินทางในอนาคต โดยเทคโนโลยีด้านการขนส่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงต้องเปิดกว้าง เรียนรู้ และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดจากนานาชาติมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของเรา โดยต้องทำให้ประชาชน เดินทางสะดวกขึ้น ปลอดภัยขึ้น ลดต้นทุนการขนส่ง และทำให้ระบบคมนาคมของไทยสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้

ภายใต้บันทึกแสดงเจตจำนงดังกล่าว ไทยและรัสเซียจะส่งเสริมความร่วมมือด้านการขนส่งบนหลักความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน ครอบคลุม 7 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย

1. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ส่งเสริมความร่วมมือและการมีส่วนร่วมในโครงการด้านระบบราง ทางถนน การเดินเรือ และการบิน  2. การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) เชื่อมโยงการเดินทางและการขนส่งสินค้าในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลาและต้นทุนด้านโลจิสติกส์ รวมถึงสนับสนุนการเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารระหว่างกัน

3. การพัฒนาบุคลากรด้านคมนาคม ผ่านการฝึกอบรมวิชาชีพและการพัฒนาศักยภาพของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเตรียมบุคลากรไทยรองรับเทคโนโลยีการขนส่งยุคใหม่ 4. ความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ งานวิจัย และการศึกษาร่วมกัน เพื่อให้การพัฒนาระบบคมนาคมอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีและองค์ความรู้สมัยใหม่ 5. เทคโนโลยีดาวเทียมเพื่อการขนส่ง ส่งเสริมความร่วมมือด้านระบบค้นหาและเทคโนโลยีดาวเทียม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและความปลอดภัยของระบบขนส่ง

6. ความมั่นคงและความปลอดภัยด้านการขนส่ง แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมาตรฐานเพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชนในการเดินทางและการขนส่งสินค้า 7. ความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศ ประสานความร่วมมือภายใต้กรอบองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง อาทิ ESCAP, APEC, ASEAN และ ASEM เพื่อเพิ่มบทบาทของไทยในเครือข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคและระดับโลก

ในการหารือ ฝ่ายรัสเซียโดยนายแอนเดรย์ ได้นำเสนอความก้าวหน้าด้าน Smart Transport และ Unmanned Technology ซึ่งกำลังถูกนำมาใช้กับระบบขนส่งหลายประเภท ทั้งรถไฟ รถไฟใต้ดิน รถราง การขนส่งทางถนน และการเดินเรือ รวมถึงการพัฒนากฎหมายเพื่อรองรับยานยนต์ไร้คนขับ และแผนเพิ่มจำนวนรถบรรทุกอัตโนมัติบนเส้นทางขนส่งของรัสเซีย

นอกจากนี้ รัสเซียยังมีสถาบันการศึกษาที่เชี่ยวชาญด้านการขนส่งจำนวนมาก จึงมีโอกาสต่อยอดไปสู่การฝึกอบรมบุคลากร การแลกเปลี่ยนนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการทำวิจัยร่วมกัน เพื่อให้ประเทศไทยไม่ได้เพียง “ใช้เทคโนโลยี” แต่สามารถ พัฒนาคนไทยให้มีองค์ความรู้และสามารถบริหารจัดการเทคโนโลยีเหล่านั้นได้ด้วยตนเองในระยะยาว

นายชยธรรม์ กล่าวว่า หลังการลงนามจะมีการต่อยอดความร่วมมือในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพ  โดยเฉพาะ 4 ด้าน ได้แก่ การขนส่งทางอากาศ การขนส่งทางน้ำ ระบบราง และระบบขนส่งอัจฉริยะ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญ และองค์ความรู้เชิงเทคนิคระหว่างกันได้โดยตรง เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาแนวทางพัฒนาระบบคมนาคมในอนาคต โดยเฉพาะ ระบบรางอัจฉริยะ ระบบควบคุมและบริหารการเดินรถ เทคโนโลยีช่วยเหลือและขับขี่อัตโนมัติ รวมถึงระบบเดินเรืออัตโนมัติ ซึ่งสามารถนำมาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ศึกษาความเหมาะสม และพิจารณาปรับใช้ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและกฎหมายของประเทศไทย

กระทรวงคมนาคมพร้อมเปิดกว้างต่อความร่วมมือกับทุกประเทศที่มีองค์ความรู้และมาตรฐานที่เป็นประโยชน์ โดยคำนึงถึงความเหมาะสม ความคุ้มค่า ความปลอดภัย และผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ เพื่อคัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดมาประยุกต์ใช้กับระบบคมนาคมไทย