![]()
“พิพัฒน์” หนุนระดมทุนผ่านTFF สร้างถนน-ทางด่วน ไม่พึ่งพางบฯ ภาครัฐอย่างเดียว ย้ำทุกหน่วยงานในสังกัดต้องทำผลงานให้เห็นภายใน 3-6 เดือน
เมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “MOT New Chapter ทันสมัย ใส่ใจประชาชน พร้อมขยายผลด้านเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ปี 2569 และปี 2570”



นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้เพื่อแปลงนโยบายสู่แผนปฏิบัติการที่จับต้องได้ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไม่สามารถสำเร็จได้ในระยะเวลาสั้นเพียง 3 – 6 เดือน หรือ 1 ปี แต่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อชิ้นส่วนต่างๆ ให้เป็นโครงข่ายขนาดใหญ่ระดับประเทศและเชื่อมโยงสู่ต่างประเทศ แต่มั่นใจว่าไทยเป็นผู้นำด้านการคมนาคมและโลจิสติกส์ในอาเซียนที่ยังรักษาระยะห่างจากเพื่อนบ้านหลายปี
โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มการขนส่งทางบก กลุ่มการขนส่งทางถนน กลุ่มการขนส่งทางราง กลุ่มการขนส่งทางน้ำ และกลุ่มการขนส่งทางอากาศ โดยทั้ง 5 กลุ่ม จะต้องระดมความคิดเห็นให้ครอบคลุมทั้งการเดินทางของประชาชน และการขนส่งสินค้าของภาคธุรกิจ พร้อมสอดคล้องกับนโยบายหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับความปลอดภัยของประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งสาธารณะ และการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่ออนาคต
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดจัดทำแผนงานจะต้องเห็นเป็นผลงานระยะสั้นภายใน 3-6 เดือน ระยะกลางต้องปฏิบัติได้ 3-5 ปี และระยะยาว 10-20 ปี เพื่อผลักดันโครงการสำคัญและโครงการ Quick Win ในปี 2569 – 2570 พร้อมให้นโยบายว่า กระทรวงคมนาคมในยุคนี้ไม่ควรอาศัยงบประมาณจากสำนักงบประมาณหรือเงินจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ควรมุ่งหาแหล่งเงินทุนจากภายนอกหรือจากภาคเอกชนเข้ามาทดแทนในการดำเนินโครงการ โดยเฉพาะโครงการที่สร้างรายได้อาจจะเป็นการลงทุนในรูปแบบการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund หรือ TFF) การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP ) หรือระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เช่น โครงการทางพิเศษ หรือทางด่วน ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.),โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ของกรมทางหลวง (ทล.) รวมถึงระบบรางด้วย ขณะที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ก็ต้องหาจุดคุ้มทุนให้ได้ เพื่อจะทำให้เกิดการระดมทุนได้เช่นเดียวกับโครงการที่มีรายได้
ทั้งนี้ ทุกหน่วยงานจะสรุปผลการสัมมนาในวันที่ 13 ก.ค.นี้ เพื่อให้คณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคมร่วมพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะก่อนปรับปรุงเป็นแผนเชิงรุกที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ พร้อมผลักดันนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน
ด้านนายสิริพงศ์ กล่าวว่า แนวทางการทำงานของกระทรวงคมนาคมจะเน้นการลดภาระและสร้างโอกาสให้กับประชาชน โดยการทำระบบคมนาคมขนส่งให้สะดวกและเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยแอคชั่นแพลนที่จะเกิดขึ้นทุกหน่วยงานต้องวางแผนร่วมกันอย่างเป็นระบบ และจะเน้นสิ่งอำนวยความสะดวกเชื่อมต่อระหว่างประชาชนกับขนส่งทุกระบบอย่างสะดวก และสามารถบริหารจัดการเวลาได้ ซึ่งจะสามารถพัฒนาระบบคมนาคมของไทยได้อย่างมีนัยสำคัญและลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นในอดีตได้ ทั้งนี้นายพิพัฒน์มีนโยบายชัดเจนว่าการดำเนินโครงการจะใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างเดียวไม่ได้ เพื่อลดภาระงบประมาณให้มากที่สุด เช่น โครงการของ กทพ.ที่สามารถจัดเก็บค่าบริการได้ก็อาจพิจารณาเป็นโครงการในลักษณะPPP หรือ TFF หรือ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง(มอเตอร์เวย์) ของทล. เช่น มอเตอร์เวย์ สายนครปฐม – ปากท่อ – ชะอำ (M8) ซึ่งขณะนี้ ทล.อยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายของแต่ละหน่วยงานให้รองรับการระดมทุนได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าหน่วยงานอย่าง รฟท.ที่ยังประสบภาวะขาดทุนมาโดยตลอดจะมีโอกาสระดมทุนได้หรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมให้บริการเดินรถ หรือเช่าราง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้ รฟท.ได้ จากเดิมที่รฟท.มีรายได้จากการเดินรถเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งไทยยมีโอกาสในการเติบโตทางระบบรางสูงมาก และเมื่อทางรถไฟทางคู่ครบแล้วจะช่วยเพิ่มศักยภาพในระบบโลจิสติกส์ของประเทศได้อย่างมหาศาล