“ภัทรพงศ์” สั่ง ทย. ทบทวนโอนย้าย 3 สนามบิน “กระบี่ บุรีรัมย์ อุดรธานี” ให้ AOT

Loading

“ภัทรพงศ์” สั่ง ทย. ทบทวนโอนย้าย 3 สนามบิน “กระบี่ บุรีรัมย์ อุดรธานี” ให้ AOT เร่งเดินหน้าเพิ่มศักยภาพสนามบิน เล็งลงทุนสร้างสนามบินบึงกาฬ เริ่มก่อสร้างปี 72 คาดภาพรวมผู้โดยสารปีนี้โต 2-3% พร้อมช่วยผู้ประกอบการสายการบิน ลดค่าจอดเครื่องบิน 50% นาน 6 เดือน

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
เปิดเผยภายหลังเดินทางตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานแก่กรมท่าอากาศยาน (ทย.) ว่า ตนได้มอบนโยบาย Quick-win ให้ ทย.  ยกระดับท่าอากาศยานในสังกัดให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระดับภูมิภาค (Airport for Regional  Development) ทั้งด้านความปลอดภัย คุณภาพการให้บริการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

โดยให้ทย. เร่งพัฒนาสนามบินทั่วประเทศยกระดับขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร ซึ่งปัจจุบันได้มีการติดตั้งระบบตรวจบัตรโดยสารขึ้นเครื่อง CUPPS (Common Use Passenger Processing System) ในท่าอากาศยาน 8 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานบินกระบี่ ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี ท่าอากาศยานอุบลราชธานี ท่าอากาศยานขอนแก่น ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ท่าอากาศยานตรัง ท่าอากาศยานพิษณุโลก และท่าอากาศยานอุดรธานี 

ส่วนการติดตั้งระบบแสกนใบหน้าอัตโนมัติ (Biometric Identification) จะเริ่มดำเนินการที่ท่าอากาศยานบินกระบี่ และท่าอากาศยานอุดรธานีภายในปี 2570 เนื่องจากเป็นท่าอากาศยานที่มีเที่ยวบินระหว่างประเทศค่อนข้างมาก จึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และการคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้าให้ทัดเทียมสากล

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางเพิ่มรายได้ ของ ทย. นั้น มีแนวคิดเรื่องการขยายอายุสัญญาผู้เช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในสนามบินเพิ่มขึ้น โดยจะเจรจากับกรมธนารักษ์เจ้าของพื้นที่ขอขยายเวลาเช่าจากเดิมกำหนดไม่เกิน 3 ปี เพิ่มเป็น 5-10 ปี เพื่อจูงใจผู้ประกอบการและคุ้มค่ากับการลงทุน

นอกจากนี้ ทย. ได้เตรียมมาตรการลดภาระต้นทุนของสายการบิน ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง โดยมิให้กระทบต่อต้นทุนมาตรฐานการให้บริการ และมาตรฐานด้านความปลอดภัยของท่าอากาศยาน อาทิ การลดค่าจอดอากาศยานภายในท่าอากาศยานของ ทย.ในอัตรา 50% เป็นระยะเวลา 6 เดือน สำหรับสายการบินที่จำเป็นต้องนำเครื่องบินมาจอดพักเป็นเวลานานเช่นเดียวกับช่วงสถานการณ์โควิด-19

นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เคยมีมติให้ทย.โอนย้ายท่าอากาศยานในสังกัด 3 แห่ง ประกอบด้วย ท่าอากาศยานกระบี่ ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ และท่าอากาศยานอุดรธานี ไปสังกัดบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT นั้น โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าท่าอากาศยานของ ทย.เป็นท่าอากาศยานที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการเองได้ และยังสามารถนำรายได้จากท่าอากาศยานที่มีกำไรมาอุดหนุนท่าอากาศยานที่ไม่มีกำไร อย่างไรก็ตามเมื่อ ครม.ยังไม่ยกเลิกมติดังกล่าว ตนจึงมีนโยบายมอบหมายให้ทย.ไปศึกษาทบทวน และไปหารือกับ AOT เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยน ประกอบกับ AOT ก็มีผู้ถือหุ้นจึงมีผลต่อการลงทุนจึงไม่ง่าย และเมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจนให้นำเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาต่อไป

ด้านนายดนัย เรืองสอน อธิบดี ทย. กล่าวว่า สำหรับภาพรวมปริมาณผู้โดยสารตามปีงบประมาณ 2569 นั้น ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 จนถึงปัจจุบันมีผู้โดยสารสะสมแล้วกว่า 10 ล้านคน คาดการณ์ว่าสิ้นปีนี้จะมีผู้โดยสารกว่า 14 ล้านคน โตขึ้นจากปี ก่อนประมาณ 2-3% โดยท่าอากาศยานที่มีจำนวนผู้โดยสารใช้บริการมากที่สุดคือ ท่าอากาศยานกระบี่มีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ย 7,000 คนต่อวัน และช่วงไฮซีซั่น เฉลี่ย 14,000 คนต่อวัน

ส่วนโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานแห่งใหม่นั้น ตามแผนคือ ท่าอากาศยานบึงกาฬ ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จท่าอากาศยานบึงกาฬจะกลายเป็นท่าอากาศยานแห่งที่ 29 ของ ทย. โดยเวลานี้มีความพร้อมแล้วเพราะสถานะของโครงการผ่านการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว และในปี 2569 จะทำการสำรวจอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน ต้นไม้ และสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเสนอของบประมาณปี 2571 วงเงินประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2572 และเปิดให้บริการในปี 2575 นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมอีก 5 แห่ง ได้แก่ มุกดาหาร สตูล พะเยา พัทลุง และกาฬสินธุ์