รฟม. เร่งเครื่อง “โมโนเรลหาดใหญ่” กางแผนตอกเสาเข็มปี 74 เปิดเดินรถปี 78

Loading

รฟม. เร่งเครื่อง “โมโนเรลหาดใหญ่” กางแผนตอกเสาเข็มปี 74 เปิดเดินรถปี 78 ส่วนรถไฟฟ้า 4 เมืองใหญ่ เชียงใหม่ ภูเก็ต โคราช พิษณุโลก ปรับแผนนำร่องรถบัสทดสอบพฤติกรรมผู้ใช้บริการก่อนลงทุน

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดย นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. และนางอัญชลี คงสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกองวางแผนโครงการรถไฟฟ้า รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการรถไฟฟ้า รฟม. เปิดเวทีเสวนาหัวข้อ “MRTA Future Connect ก้าวต่อไปของ รฟม.” เพื่อสื่อสารทิศทางขององค์กรและแผนการดำเนินงานที่สำคัญในอนาคต รวมถึงแนวทางผลักดันโครงการระบบขนส่งมวลชนโดยระบบราง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 

นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. กล่าวว่ารฟม. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ให้เป็นผู้ดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนในเมืองหลักภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 5 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ ภูเก็ต นครราชสีมา พิษณุโลก และสงขลา ซึ่งมีความท้าทายในหลากหลายด้านเมื่อเทียบกับการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านผังเมืองของจังหวัดต่างๆ การจัดการจราจรและระบบคมนาคมที่มีอยู่เดิม วิถีชีวิตประจำวันที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเดินทาง สภาพภูมิศาสตร์และสภาพอากาศ ฯลฯ ล้วนส่งผลต่อการประมาณการจำนวนผู้โดยสาร (Ridership Forecast) งานออกแบบแนวเส้นทาง งานคัดเลือกระบบขนส่งมวลชน การประเมินด้านความคุ้มค่าในทุกมิติ ตลอดจนการประสานความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในท้องถิ่น เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนในทุกๆ การดำเนินงานโครงการ และเพื่อสร้างความมั่นใจว่าในการดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนระบบรางของ รฟม. จะมีความสอดคล้องและสามารถบูรณาการร่วมกันกับการวางระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ภายในจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

นางอัญชลี คงสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกองวางแผนโครงการรถไฟฟ้า รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการรถไฟฟ้า รฟม. กล่าวเสริมว่า โครงการระบบขนส่งมวลชน อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีจุดเริ่มต้นจากแผนการพัฒนาระบบคมนาคมในท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) ด้วยแนวคิดที่จะนำระบบรถไฟฟ้าโมโนเรลแบบคร่อมรางเข้ามาใช้เพื่อยกระดับการเดินทางให้แก่ประชาชน โดยทาง อบจ.สงขลา ได้ร่วมมือกับสำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในการศึกษาออกแบบโครงการฯ เบื้องต้นได้กำหนดแนวเส้นทางเริ่มต้นจากแยกคลองหวะ มุ่งไปตามแนวถนนกาญจนวนิชจนถึงแยกคอหงส์ และมุ่งต่อไปตามแนวถนนเพชรเกษมจนถึงสถานีรถตู้ ระยะทางรวม 12.54 กิโลเมตร มีสถานีจำนวน 12 สถานี โดยมีโรงจอดและศูนย์ซ่อมบำรุง 1 แห่ง ที่สถานีคลองหวะ และมีจุดเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง 3 แห่ง ที่สถานีคลองหวะ สถานีคอหงส์ และสถานีรถตู้ ส่วนกรอบวงเงินลงทุนเดิม (ไม่รวมตัวรถ) อยู่ที่ประมาณ 16,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสำนักงบประมาณเห็นควรให้หารือกับ รฟม. กรมการขนส่งทางราง และกระทรวงคมนาคมที่มีภารกิจและหน้าที่โดยตรงด้านการพัฒนาระบบราง อบจ.สงขลา จึงได้เสนอเรื่องดังกล่าวไปยังกระทรวงคมนาคม และต่อมาคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ได้มีมติมอบหมายให้ รฟม. เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินโครงการฯ นี้

นำบทเรียนน้ำท่วมมาประเมินผลกระทบก่อนการออกแบบโครงการฯ

นางอัญชลี กล่าวว่าหลังจากที่ รฟม. ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนโดยระบบราง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รฟม. ได้ดำเนินการในขั้นตอนการเสนอตรา พ.ร.ฎ. ให้ รฟม. ดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา จนมีความคืบหน้ามาตามลำดับ และปัจจุบัน สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอยู่ระหว่างนำร่าง พ.ร.ฎ. ดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ หาก พ.ร.ฎ. ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว รฟม. ก็มีความพร้อมที่จะดำเนินการศึกษาทบทวนรายละเอียดความเหมาะสมและออกแบบโครงการฯ ต่อไป โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับบริบทปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งข้อมูลพบว่า จังหวัดสงขลามีความหนาแน่นของประชากรสูง โดยส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอหาดใหญ่ และมีการใช้พาหนะส่วนตัวในการเดินทางเป็นหลัก ซึ่งจากปัญหาการจราจรประกอบกับโครงสร้างประชากร พฤติกรรมการเดินทางของประชาชน ตลอดจนแนวโน้มการขยายตัวของเมือง ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการประมาณการจำนวนผู้โดยสาร การกำหนดอัตราค่าโดยสารที่สอดคล้องไปกับนโยบายช่วยลดภาระค่าครองชีพของรัฐบาลทั้งสิ้น อีกทั้งยังจำเป็นจะต้องออกแบบโครงการฯ โดยพิจารณาครอบคลุมทั้งมิติด้านวิศวกรรม ด้านเทคนิค ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านการเงิน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการบูรณาการร่วมกับแผนการพัฒนาโครงการขนส่งมวลชนและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ในพื้นที่ด้วย เนื่องจากการออกแบบการเชื่อมต่อการเดินทางที่มีประสิทธิภาพจะเป็นหัวใจสำคัญในการตอบสนองความต้องการด้านความสะดวกสบาย และดึงดูดการเดินทางของประชาชนเข้ามาสู่ระบบขนส่งมวลชนทางรางได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ จะนำบทเรียนจากมหาอุทกภัยในพื้นที่เมื่อปี 2568 มาใช้วิเคราะห์และประเมินผลกระทบก่อนการออกแบบโครงการฯ ให้มีความปลอดภัยและเป็นมาตรฐาน พร้อมกันนี้ รฟม. จะมีการลงพื้นที่ในอำเภอหาดใหญ่ เพื่อจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ อำเภอหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจการค้าและการบริการของภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันเมืองมีทิศทาง การขยายตัวไปตามแนวถนนสายสำคัญที่เชื่อมระหว่างอำเภอหาดใหญ่กับพื้นที่อื่นๆ ในจังหวัดสงขลา โดยในอนาคตเมื่อโครงการฯ นี้สามารถเปิดให้บริการได้ ประชาชนในพื้นที่จะได้รับผลประโยชน์ทางตรงคือ การประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้ยานพาหนะ ประหยัดเวลาการเดินทาง และจะช่วยบรรเทามลพิษทางอากาศลงได้ นอกจากนี้ยังได้รับผลประโยชน์ทางอ้อมคือ กระตุ้นการพัฒนาเมือง ส่งเสริมการลงทุน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ตลอดจนช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและการพัฒนาเศรษฐกิจของหาดใหญ่

แผนการดำเนินงานใหม่ (Timeline)

สำหรับกรอบเวลาตามแผนที่ รฟม. นำเสนอในการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสงขลา คาดว่าจะเริ่มศึกษาทบทวนโครงการในปี 2570 ใช้เวลาประมาณ 1 ปี ก่อนเสนอขออนุมัติโครงการและรูปแบบการลงทุนในปี 2572 จากนั้นเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกเอกชน คาดเริ่มก่อสร้างในปี 2574 และตั้งเป้าเปิดให้บริการในปี 2578 ทั้งนี้ กำหนดการดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับขั้นตอนทางกฎหมาย การศึกษา และการอนุมัติที่เกี่ยวข้อง ส่วนรถไฟฟ้าในหัวเมืองภูมิภาคอื่นๆ (ภูเก็ต, เชียงใหม่, นครราชสีมา, พิษณุโลก) รฟม. อยู่ระหว่างการรีวิวรูปแบบการลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ พร้อมเตรียมทดลองวิ่งรถบัสสาธารณะในเส้นทางและจุดจอดจริงเพื่อทดสอบพฤติกรรมผู้ใช้บริการก่อนลงทุน

กางแผนรายได้ยุคใหม่ ขยายพอร์ตเชิงพาณิชย์ยั่งยืน

นายกาจผจญ กล่าวว่า รฟม.ตั้งเป้าหมายในยกระดับการให้บริการและส่งเสริมระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน โดยดำเนินการตามนโยบายอัตราค่าโดยสารของรัฐบาล และเตรียมพร้อมให้บริการรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เปลี่ยนแปลงจากนโยบายดังกล่าว รวมถึงเตรียมพร้อมดำเนินการตามมาตรฐานเทคโนโลยีด้านตั๋วโดยสารและนำนวัตกรรมมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ในด้านการเพิ่มรายได้และสร้างความยั่งยืนทางการเงิน รฟม. ตั้งเป้าหมายว่า รายได้ในอนาคตจะไม่ได้มาจากค่าโดยสารเพียงอย่างเดียว แต่ รฟม. จะต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานและทรัพย์สินที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรอย่างยั่งยืน ซึ่ง รฟม. มีแนวทางหลักๆ ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ การพัฒนาจุดเชื่อมต่อการเดินทางให้เป็นระบบเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนถ่ายระบบได้สะดวกมากขึ้น การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ โดยร่วมมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานต่างๆ เช่น สถาบันการเงิน แหล่งท่องเที่ยวและนันทนาการ เพื่อจัดทำสิทธิประโยชน์และกิจกรรมส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบรถไฟฟ้า รวมถึงการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกรอบสถานี ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยทั้งในด้านการเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ การสร้างโอกาสในการพัฒนาพื้นที่และกิจกรรมทางธุรกิจ และช่วยสร้างรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องได้อีกด้วย ท้ายที่สุด สถานีรถไฟฟ้าจะไม่เป็นเพียงจุดรับ–ส่งผู้โดยสาร แต่จะก้าวสู่การเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงการเดินทาง เศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตของประชาชนเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดทั้งประโยชน์ต่อประชาชนการใช้ทรัพย์สินขององค์กรอย่างคุ้มค่า และการสร้างรายได้ที่สนับสนุนความยั่งยืนของ รฟม. ในระยะยาว

นอกจากนี้ รฟม.จะมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรชั้นนำอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพพนักงานที่มีอยู่ รวมทั้งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาช่วยในการปฏิบัติงานให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่การสร้างความยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตามแนวทาง Environmental, Social and Governance (ESG) รับผิดชอบต่อสังคม บรรเทาผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม และเพิ่มโอกาสให้ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและทุกภาคส่วนต่อไป