ราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้ยังผันผวน หลังเหตุขัดแย้งตะวันออกกลางยืดเยื้อ

Loading

ไทยออยล์ ชี้ตลาดน้ำมันดิบสัปดาห์นี้ยังผันผวนต่อเนื่อง หลังสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการยุติสงครามร่วมกันได้ จับตาการประชุมระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่อาจลดความขัดแย้ง

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยรายงานสถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 15 – 22 พ.ค. 2569 พบว่า สถานการณ์ตลาดน้ำมันยังคงผันผวนจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อหลังสหรัฐฯ-อิหร่านยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการยุติสงครามร่วมกันได้ ขณะที่ตลาดจับตาการประชุมระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่อาจลดความขัดแย้ง ขณะที่อุปทานน้ำมันดิบโลกตึงตัวมากขึ้นจากการผลิตน้ำมันดิบของ OPEC ลดลง ประกอบกับการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่หดตัว อย่างไรก็ตาม อุปสงค์น้ำมันดิบมีแนวโน้มเติบโตลดลง และตลาดคาดการณ์ Fed อาจคุมเข้มนโยบายการเงิน จากผลกระทบของสงครามต่อเศรษฐกิจ

สำหรับปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ ประกอบด้วย

· สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อเนื่องจากอิหร่านตั้งเงื่อนไขที่สหรัฐฯ ต้องปฏิบัติตามเพื่อสร้างความไว้วางใจก่อนการเจรจารอบใหม่ โดยสำนักข่าว Fars ของอิหร่านเผยว่าอิหร่านจะไม่เข้าสู่การเจรจารอบใหม่กับสหรัฐฯ หากสหรัฐฯ ยังไม่ดำเนินการตามหลักประกันขั้นต่ำ 5 เงื่อนไขเพื่อสร้างความไว้วางใจ ได้แก่ 1. ยุติการสู้รบทุกแนวรบ โดยเฉพาะในเลบานอน 2. ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน 3. ปลดอายัดทรัพย์สินอิหร่าน 4. ชดเชยความเสียหายจากสงคราม และ 5. ยอมรับสิทธิอธิปไตยของอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 69 โฆษกรัฐสภาอิหร่าน นาย Ebrahim Rezaei เผยว่า หากอิหร่านถูกโจมตีอีกครั้ง รัฐสภาอาจพิจารณาเสริมสมรรถนะยูเรเนียมถึงระดับ 90% ซึ่งสามารถนำไปใช้ผลิตอาวุธได้ นอกจากนี้ตลาดจับตาผลการประชุมระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ นาย Donald Trump และประธานาธิบดีจีน นาย Xi Jinping ที่กรุงปักกิ่งประเทศจีนที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14-15 พ.ค. 69 โดยตลาดคาดว่าอาจมีการหารือเพื่อผลักดันการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้ทาง Trump เผยว่าจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นการค้ากับจีนมากกว่า

· อุปทานน้ำมันดิบยังคงตึงตัวอย่างต่อเนื่อง หลัง Reuters เผยปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่ม OPEC ในเดือน เม.ย. 69 ลดลง 0.83 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบกับเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 20.04 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ ปี 43 เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อทำให้การขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซชะงักงัน สอดคล้องกับ EIA ที่รายงานการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมผ่านช่องแคบฮอร์มุซในไตรมาส 1 ปี 69 ลดลง 6.1 ล้านบาร์เรลต่อวันเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 14.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซนับตั้งแต่เริ่มสงครามในอิหร่าน

· อย่างไรก็ตาม IEA คาดอุปสงค์น้ำมันโลกในปี 69 ลดลง 0.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 104 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยเป็นการลดลง 0.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากคาดการณ์ครั้งก่อน ขณะที่ OPEC คาดอุปสงค์น้ำมันโลกในปี 69 เพิ่มขึ้น 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 106.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยลดลง 0.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากคาดการณ์ครั้งก่อน เช่นเดียวกับ EIA ที่คาดการณ์อุปสงค์น้ำมันโลกปี 69 เพิ่มขึ้น 0.2 ล้านบาร์เรลต่อวันเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 104.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยเป็นการลดลง 0.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากคาดการณ์ครั้งก่อน ภายใต้สมมติฐานว่าช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดจนถึงปลายเดือน พ.ค. 69 ก่อนเริ่มทยอยเปิดให้เรือผ่านช่องแคบดังกล่าวอีกครั้งในเดือน มิ.ย. 69

· ตลาดจับตานโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังจากเมื่อวันที่ 12 พ.ค 69 วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติด้วยคะแนน 51 ต่อ 45 เสียง รับรองนาย Kevin Warsh ให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่อจากนาย Jerome Powell ซึ่งจะหมดวาระในวันที่ 15 พ.ค. 69 ทั้งนี้ นาย Warsh เสนอเพิ่มการประสานงานกับกระทรวงการคลังและรัฐบาลสหรัฐฯ เกี่ยวกับนโยบายที่ไม่ใช่นโยบายการเงิน และลดงบดุล เพื่อเปิดทางลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

อย่างไรก็ดี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) สาขา Boston นาง Susan Collins กล่าวว่า Fed อาจจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อไม่ลดลง ซึ่งส่งสัญญาณบ่งชี้ว่าสงครามเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ แล้ว ทั้งนี้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งบ่งชี้อัตราเงินเฟ้อ ในเดือน เม.ย. 69 อยู่ที่ระดับ 3.8% เทียบกับปีก่อนหน้า และเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 3 ปี โดย Fed กำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% เทียบกับปีก่อนหน้า

ส่วนสรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 8-14 พ.ค. 2569 พบว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 0.53 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 99.57 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 1.84 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 104.92 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีท่าทียุติ โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ นาย Donald Trump ไม่พอใจและปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพจากอิหร่าน โดยอิหร่านเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติสงครามในทุกแนวรบ รวมถึงรับประกันว่าจะไม่มีการโจมตีเพิ่มเติม ยุติการปิดล้อมทางทะเล จ่ายค่าชดเชยสำหรับความเสียหายจากสงคราม ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันของอิหร่าน และยอมรับว่าอิหร่านมีอำนาจในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซแบบเบ็ดเสร็จ

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ นาย Scott Bessent ประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อบริษัท 9 แห่ง ในฮ่องกง สหรัฐฯ อาหรับเอมิเรตส์ และโอมาน เนื่องจากลักลอบขนส่งน้ำมันอิหร่านให้จีนผ่านกองเรือเงา (Shadow Fleet) ด้านสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 8 เม.ย.69 ปรับลดลง 4.3 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 452.9 ล้านบาร์เรล โดยเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 2 เดือน

ทั้งนี้ ไทยออยล์ มุ่งมั่นรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศเป็นพันธกิจหลัก ดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล บริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความ ผันผวนต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น