“สิริพงศ์” ยืนยันไม่ย้ายหมอชิต 2 ตั้งงบ 351 ล้าน ลุยปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร

Loading

สิริพงศ์” ยืนยันไม่ย้ายหมอชิต 2 ตั้งงบ 351 ล้าน ลุยปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร ปรับปรุงแอร์ เร่งศึกษาทางเชื่อมต่อสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ พร้อมหาเงินอุดหนุนช่วยประชาชน ปีนี้ตั้งเป้าลดขาดทุนเหลือ 140 ล้านบาท

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานให้กับบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) หรือ BKS ว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ได้มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ของกระทรวงคมนาคม สำหรับรายการงบประมาณที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไปนั้นในส่วนของบขส.มีจำนวน 1 โครงการ คือ โครงการก่อสร้างและปรับปรุงสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือสถานีหมอชิต 2 ระยะเวลาดำเนินการปี 2570-2572 วงเงินรวม 3,505.6341 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามการดำเนินโครงการก่อสร้างและปรับปรุงสถานีขนส่งหมอชิต 2 ในระยะแรกบขส.ได้เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2570 จำนวน 351 ล้านบาท โดยการขยายอาคารผู้โดยสารให้รองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น การปรับปรุงระบบเครื่องปรับอากาศภายในสถานีขนส่ง เนื่องจากใช้งานมานานหลายปี เกิดการชำรุดจำนวนมาก พร้อมทั้งให้เร่งศึกษาออกแบบสร้างอาคารมินิบัส และการออกแบบทางเชื่อมระหว่างสถานีขนส่งหมอชิต 2 กับสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสารในการเดินทางเชื่อมต่อทั้งทางบกและทางรางที่มีระยะห่างประมาณ 1.5 กิโลเมตร (กม.)

“ขอยืนยันว่าผมไม่มีนโยบายเรื่องย้ายหมอชิต2 แค่มีแนวคิดพัฒนาระบบเชื่อมต่อการเดินทางของประชาชนระหว่างหมอชิต2 กับสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ให้มีความสะดวกและคล่องตัวขึ้น โดยจะศึกษาความ เหมาะสมก่อนควรเป็นรูปแบบใด ไม่ว่าจะเป็นทางเชื่อมสกายวอล์ก รถไฟฟ้าล้อพ่วง (Tram) หรือรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail)” นายสิริพงศ์ กล่าวว่า

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ส่วนปัญหาการเช่าพื้นที่ สถานีขนส่งหมอชิต 2 ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับ บขส.นั้น ได้มอบหมายให้นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม เร่งดำเนินการเจรจากับบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อเคลียร์สิทธิในการดูแลพื้นที่และสัญญาเช่าให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด เนื่องจากที่ผ่านมา บขส.เช่ากับ รฟท.โดยตรง แต่ปัจจุบัน รฟท. ได้ส่งมอบพื้นที่ให้ SRTA เป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สินแล้ว จึงต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้ชัดเจนด้วย

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตนยังได้มอบนโยบายให้ บขส. ศึกษารายละเอียดการเข้าร่วมมาตรการภาครัฐเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานเชื้อเพลิงเป็นพลังงานไฟฟ้า ภายเคมเปญ “รถเก่าแลกใหม่” จากรถน้ำมันเป็นรถ EV ที่กระทรวงการคลังจะสนับสนุนด้านดอกเบี้ยและมาตรการทางการเงิน ซึ่ง เบื้องต้น ตั้งเป้าไว้ที่ 157 คันก่อน โดยหากบขส. สนใจจะต้องไปหารือกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ก่อนเพื่อเสนอไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อ พิจารณาให้เข้าร่วมโครงการที่ครอบคลุมรถ 7 ประเภท อาทิ รถโดยสาร รถบรรทุก รถแท็กซี่ รถมินิบัส รถจักรยานยนต์ และรถตุ๊กตุ๊ก  

นอกจากนี้ยังสั่งการให้ บขส. ทบทวนแผนการเดินรถทั่วประเทศ เพื่อเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมประมูลในเส้นทางที่ บขส.ไม่ได้เดินรถ และให้พิจารณาผู้ประกอบการรายเดิมที่ใบอนุญาตเดินรถหมดอายุแต่ไม่มีแผนพัฒนาคุณภาพก็ให้เอกชนรายใหม่เข้ามา ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องการจะโละผู้ประกอบการรายใดออก แต่ต้องการยกระดับมาตรฐานบริการขนส่งสาธารณะ และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันเท่านั้น

ขณะเดียวกันตนยังมีแนวคิดเรื่องการจัดระเบียบรถตู้และรถโดยสารขนาดเล็กให้เข้ามาอยู่ฝั่งพื้นที่เดียวกันกับ บขส. เพื่อความสะดวกในการควบคุมมาตรฐาน โดยเน้นย้ำว่าราคาต้องโปร่งใส ผู้ประกอบการต้องปิดป้ายชัดเจน และต้องออกใบเสร็จให้ผู้โดยสารทุกครั้ง ที่สำคัญยังมีแผนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในสายทางเดินรถที่บขส. ได้เดินรถให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย ส่วนสายทางที่แข่งขันกับ บขส.จะไม่จัดเก็บเพื่อความเป็นธรรม ทั้งนี้คาดว่าภายหลังได้รับงบประมาณปี 2570 จะเร่งสรุปรายละเอียดทั้งหมดเพื่อเริ่มดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในปีงบประมาณ 2571

อย่างไรก็ตามปัจจุบันยอมรับว่า บขส.ยังประสบภาวะขาดทุน ประมาณ 200 ล้านบาท แต่ปีนี้ บขส.ตั้งเป้าลดขาดทุนลงเหลือประมาณ 140 ล้านบาท แม้บขส. ยังขาดทุน แต่จำเป็นต้องสนับสนุนค่าโดยในลักษณะเป็นสวัสดิการภาคสังคมให้กับกลุ่มคนหลากหลาย อาทิ ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ปีละประมาณ 60 ล้านบาท ดังนั้นในปีงบฯ 2571 เป็นต้นไป จะหางบฯ มาช่วยอุดหนุนส่วนนี้ เพื่อช่วยลดภาวะขาดทุนให้น้อยลง