![]()
เวทีสัมมนา “รัฐ-รัฐวิสาหกิจ” ชี้สงครามตะวันออกกลาง สร้างวิกฤตพลังงานทั่วโลก “ก.พลังงาน” เผยราคาน้ำมัน-ก๊าซแพง สะท้อนกลไกตลาดโลก “คุรุจิต” มอง เหตุขัดแย้งตะวันออกกลางลากยาว ราคาพลังงานแพงต่อเนื่อง แนะรัฐดูแลราคาดีเซลเฉพาะกลุ่ม เตือนนโยบาย “คุมค่าการกลั่น-ห้ามส่งออกน้ำมัน” หากโรงกลั่นได้รับผลกระทบ “รัฐ” ต้องร่วมรับผิดชอบ ขณะที่ “กฟผ.” ลั่นเตรียมชงรัฐ ปรับแผน PDP ฉบับใหม่ ดันเพิ่มผลิตไฟโซลาร์ลอยน้ำในเขื่อนอีก 10,000 เมกะวัตต์ เสนอสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแบบสูบกลับ 3 เขื่อน เผยชง กระทรวงพลังงาน ดันสร้างโรงไฟฟ้า SMR แห่งแรก ในปี 2580 ด้าน “ปตท.” แนะรัฐวางแผน Energy Mix รองรับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน พร้อมปรับโครงสร้างเศรษฐกิจดึงรายได้เข้าประเทศ หนุนการใช้พลังงานต่อ GDP เพิ่ม
คณะอนุกรรมการด้านการต่างประเทศและการประชาสัมพันธ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของวุฒิสภา ในคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของวุฒิสภา จัดสัมมนาหัวข้อ “วุฒิสภา…ไขปัญหา วิกฤตพลังงานไทย” โดยเปิดเวทีอภิปรายในหัวข้อ “พลังงานไทยในวิกฤตพลังงานโลก”

นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ไทย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปัญหาความขัดแย้งตะวันออกกลางได้ เนื่องจากไทย ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ ถึง 92% ของความต้องการใช้น้ำมันทั้งหมด และในช่วงราคาน้ำมันแพงจะเกิดการแข่งขันประมูลซื้อน้ำมันดิบ ทำให้เกิดต้นทุนสูงขึ้นจากค่าพรีเมียมในการจัดหาน้ำมัน ค่าขนส่ง และการประกันความเสี่ยงที่สูงขึ้น ส่งผลให้ที่ผ่านมาราคาน้ำมันในประเทศแพงขึ้นมาก และความตื่นตระหนกของภาคประชาชนที่ผ่านมาจึงนำไปสู่การกักตุนน้ำมันจนเกิดการขาดแคลนขึ้น แต่ปัจจุบันยอดการซื้อน้ำกลับสู่ภาวะปกติแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวไทยจะต้องกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน เช่น ภาคขนส่ง จะต้องผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า(EV) ให้มากขึ้น ส่วนภาคไฟฟ้าจะต้องกระจายการใช้เชื้อเพลิงผ่านทางการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของไทย (PDP) ฉบับใหม่ ด้วยการกำหนดให้ใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น รวมทั้งการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ในเวลาและปริมาณที่เหมาะสม
นอกจากนี้ จะต้องส่งเสริมให้เกิดการประหยัดพลังงานในภาครัฐโดยเฉพาะการติดตั้งโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าเพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้าลง ด้วยรูปแบบบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO Fund) ที่ไม่ต้องลงทุนก่อน โดยให้บริษัทจัดการพลังงานดูแลทั้งด้านการติดตั้งและการซ่อมบำรุง ขณะที่ภาคเอกชนสามารถใช้กลไกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่ช่วยเปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน โดยช่วยเงินลงทุน 20-30% เป็นต้น

ดร. คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งชาติ (PEIP) ระบุว่า สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางเท่าที่ประเมินในเบื้องต้น คาดว่าจะยืดเยื้อ ไม่จบภายในปี 2569 และทำให้วิกฤตราคาพลังงานจะลากยาว แต่สิ่งที่สำคัญกว่าราคาคือความมั่นคงพลังงาน ซึ่งภาครัฐควรบริหารไม่ให้เกิดความขาดแคลนเป็นอันดับแรก
ส่วนราคาน้ำมันจะไม่กลับมาสู่ยุคราคาน้ำมันถูกแบบ 30 บาทต่อลิตรอีกแล้ว ดังนั้นไทยจำเป็นต้องปรับตัวกับยุคราคาน้ำมันแพง แต่ไม่ควรใช้วิธีแทรกแซงกลไกตลาด ไม่ควรอุ้มราคาน้ำมันดีเซล หากจะช่วยเหลือประชาชนควรเลือกช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น การส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ให้มีราคาถูก ซึ่งภาครัฐเดินมาถูกทางแล้ว และควรปรับค่าแรงขั้นต่ำและปรับขึ้นภาษีให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันโลกที่ปรับขึ้น
อย่างไรก็ตาม ระบบโครงสร้างน้ำมันแบบเสรีของไทยถูกใช้มานานแล้ว ที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นกลไกที่ดี แม้จะเกิดวิกฤติราคาพลังงานในครั้งนี้ ราคาน้ำมันของไทยก็ไม่ได้แพงกว่าสหรัฐฯ และยังต่ำกว่ามาเลเซีย รวมทั้งยังถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
“การเข้าไปแทรกแซงค่าการกลั่น โดยเห็นว่าได้กำไรสูงในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน และจะเข้าไปเก็บภาษีลาภลอยนั้น สามารถทำได้แต่ต้องออกกฎหมายมารองรับก่อน และต้องเป็นการเก็บภาษีตามรอบบัญชี เพื่อให้เก็บกำไรที่แท้จริง อย่างเช่นในปี 2565 ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็เกิดวิกฤติราคาน้ำมันสูง แต่พอปลายปีราคาน้ำมันลดลงกำไรก็ลดลงด้วย ทั้งนี้การเข้าไปคุมค่าการกลั่นและการห้ามส่งออกน้ำมัน อาจส่งผลกระทบให้เกิดสภาวะน้ำมันล้นคลัง เมื่อถึงจุดหนึ่งโรงกลั่นอาจจะปรับลดกำลังการกลั่นน้ำมัน และหันไปกลั่นให้ภาคปิโตรเคมีแทน ซึ่งจะทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันขึ้นจริงในประเทศ ฉะนั้นผู้ออกนโยบายคุมค่าการกลั่น ห้ามส่งออกจะต้องออกมารับผิดชอบด้วย”
ทั้งนี้ มองว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้ สามารถใช้เป็นโอกาสในการปรับตัวและวางนโยบายที่เหมาะสมได้ เช่น การผลิตไฟฟ้ารองรับ Data Center ควรให้บริษัทที่ต้องการใช้ไฟฟ้ามาวางมัดจำก่อน เพื่อป้องกันการบอกเลิกการลงทุนและยกเลิกใช้ไฟฟ้า, การส่งเสริมให้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ต้องใช้ไฟฟ้าสีเขียว และต้องเก็บภาษีให้กรมทางหลวงไว้ซ่อมแซมถนนเช่นเดียวกับรถทั่วไปด้วย รวมทั้งต้องมีการเปิดให้แข่งขันการผลิตไฟฟ้าแบบเสรีโดยเร็ว
ส่วนการส่งเสริมการใช้พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ภาครัฐต้องร่วมมือกันไม่ใช่ปล่อยให้กระทรวงพลังงานและ กฟผ. เดินหน้าลำพัง ซึ่งหากจะให้สำเร็จกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม ต้องมาทำงานร่วมกันให้เป็นวาระแห่งชาติ

นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระบุว่า โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทย พึ่งพาก๊าซธรรมชาติสัดส่วนราว 60% และใช้น้ำมันเพียงส่วนน้อยราว 2-3% ดังนั้นวิกฤตพลังงานจากเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลางครั้งนี้ จึงส่งผลกระทบต่อราคาก๊าซฯที่เป็นต้นทุนหลักในการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากวิกฤตฯดังกล่าวส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) นำเข้า ปรับสูงขึ้นจากช่วงก่อนเกิดวิกฤตอยู่ที่กว่า 10 ดอลลาร์ฯต่อล้านบีทียู ขึ้นไปกว่า 20 ดอลลาร์ฯต่อล้านบีทียู ก่อนลดลงมาอยู่ในระดับ 18-19 ดอลลาร์ฯต่อล้านบีทียูในปัจจุบัน ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้ารอบบิลเดือนพฤษภาคมนี้ ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย จากงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2569 อยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย หรือพูดได้ว่าวิกฤตรอบนี้กระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้นราว 20 สตางค์ต่อหน่วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดวิกฤตดังกล่าว กฟผ.ได้เตรียมความพร้อมรับมือ โดยบริหารจัดการเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดผลกระทบด้านราคา เช่น การเพิ่มสัดส่วนการรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาวเพิ่มขึ้น และรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น รวมถึงได้บริหารจัดการการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินที่ใช้อยู่ราว 15-20% ของเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยบริหารจัดการโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ ที่มีกำลังการผลิต 1,200 เมกะวัตต์ให้มีความพร้อมจ่ายต่อเนื่อง
“กฟผ.เห็นว่าวิกฤตครั้งนี้ก็เป็นโอกาสที่ ประเทศไทยจะลดการพึ่งพิงการนำเข้าก๊าซฯ ซึ่งจะเห็นว่าในแผน PDP ฉบับใหม่ ภาครัฐมุ่งเน้นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ลดการนำเข้าก๊าซฯ และอาจมองถึงโอกาสพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น โรงไฟฟ้า SMR ซึ่ง กฟผ.พยายามสร้างความเข้าใจกับชุมชนถึงประโยชน์ของโรงไฟฟ้า SMR ในอนาคตด้วย ทั้งนี้ กฟผ.เตรียมเสนอ กระทรวงพลังงาน ผลักดันสร้างโรงไฟฟ้า SMR แห่งแรกให้ได้ในปี 2580 หรืออีก 15 ปีข้างหน้า เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัย และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน”
ปัจจุบัน ประเทศไทย มีความต้องการใช้ก๊าซฯในการผลิตไฟฟ้า ราว 4,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดย 50%ของก๊าซฯที่ใช้มาจากแหล่งก๊าซฯในอ่าวไทย อีก 15-20% เป็นก๊าซฯจากเมียนมาและมาเลเซีย อีก 20% เป็นการนำเข้าLNG ซึ่ง กฟผ. ก็เป็น 1 ในผู้ได้รับใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper LNG) ที่มีสัญญานำเข้าก๊าซฯ ป้อนความต้องการใช้ก๊าซฯของโรงไฟฟ้าบางปะกง กำลังผลิต 1,400 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นปริมาณ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในส่วนนี้ มีสัญญาระยะสั้นถึงปี 2570 รองรับแล้ว และเป็นการนำเข้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับแหล่งตะวันออกกลาง ส่วนสัญญาระยะยาวถึงปี 2571 ยังอยู่ระหว่างตกลงรายละเอียดและมาจากแหล่งก๊าซฯที่ไม่ใช่ตะวันออกกลาง ซึ่งก็ไม่มีผลกระทบต่อการจัดหาก๊าซฯในอนาคต
ส่วนการเตรียมความพร้อมรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดนั้น ล่าสุด ภาครัฐได้อนุมัติให้ภาคธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ 16 ราย ความต้องการใช้ไฟฟ้าราว 3,600 เมกะวัตต์ กฟผ.อยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่การจำหน่ายไฟฟ้าให้กับธุรกิจดังกล่าว ปัจจุบัน จะมีการจำหน่ายไฟฟ้าในรูปแบบ Utility Green Tariff (UGT) หรือ อัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว ที่แบ่งเป็น UGT 1 (ไม่เจาะจงแหล่งที่มา) และ UGT 2 (เจาะจงแหล่งที่มา) ซึ่ง กฟผ.ก็มีโครงการนำร่องซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA (Direct Power Purchase Agreement) โดยมีเป้าหมายนำร่องกำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรวม 2,000 เมกะวัตต์ ผ่านโครงข่ายของ กฟผ.
อีกทั้ง ในอนาคตจะต้องพัฒนาระบบสมาร์กริด เพื่อรองรับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรูปแบบ 24/7 (24/7 Carbon-Free Energy – CFE) ซึ่ง กฟผ.ก็มองในเรื่องของแบตเตอรี่(BESS) และโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ โดยเตรียมเสนอภาครัฐพิจารณา 3 โครงการ เพื่อบรรจุลงในแผนPDP ฉบับใหม่ ได้แก่ เขื่อนจุฬาภรณ์ ,เขื่อนวชิราลงกรณ และภาคใต้อีก 1 เขื่อน
นอกจากนี้ เรื่องภาวะโลกร้อน ยังเป็นอีกโจทย์สำคัญที่ผู้ผลิตไฟฟ้าต้องเตรียมความพร้อมรับมือไม่ว่าจะมีวิกฤตพลังงานเกิดขึ้นหรือไม่ เรื่องนี้ก็ต้องดำเนินการ โดย กฟผ.มีแผนรองรับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ซึ่งในแผน PDP ฉบับใหม่ จะนำเสนอสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซฯส่วนหนึ่งเพื่อนำมาทดแทนโรงไฟฟ้าเก่าที่จะหมดอายุ พร้อมกับผลักดันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด คือ โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ.ที่เดิมภาครัฐ อนุมัติโครงการลงทุนล็อตแรก 9 แห่ง กำลังผลิต 2,700 เมกะวัตต์ไปแล้ว แต่ กฟผ.เตรียมนำเสนอโครงการในพื้นที่ศักยภาพใหม่ 10,000 เมกะวัตต์ เพื่อผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 (Net Zero)
อีกทั้ง กฟผ.ยังศึกษาการนำเชื้อเพลิงไฮโดรเจนมาผสมกับก๊าซฯ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า โรงไฟฟ้าของ กฟผ.สามารถรองรับไฮโดรเจนได้ 5% โดยไม่ต้องลงทุนใหม่ แต่ยังต้องรอดูแผนภาพรวมของประเทศ เนื่องจากยังมีผลกระทบต่อต้อนทุนค่าไฟฟ้า ขณะที่เชื้อเพลิงไบโอแมส จากผลกาศึกษาพบว่า สามารถนำมาผลิตไฟฟ้าผสมกับเชื้อเพลิงถ่านหินได้ถึง 10% แต่ก็ยังมีผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าเช่นกัน
ตลอดจน กฟผ.ได้ศึกษาเรื่องของเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage, CCS) ที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) และประเทศญี่ปุ่น ศึกษาศักยภาพในพื้นที่ ซึ่งเบื้องต้นยังติดปัญหาด้านกฎระเบียน และกฎหมาย เป็นต้น

ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ระบุว่าจากวิกฤตพลังงานในระยะสั้น ปตท.มีบทบาทดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ทั้งในแง่ของปริมาณการจัดหาเชื้อเพลิงและราคา ซึ่งหลังจากเกิดเหตุปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในส่วนของน้ำมันดิบ ด้านการบริหารจัดการปริมาณ ปตท.ได้พยายามจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆเพื่อป้อนให้กับโรงกลั่นฯ สามารถเดินเครื่องกลั่นน้ำมันได้เต็มที่ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเป็นไปตามกลไกตลาดโลก ซึ่งจากสถานการณ์แย่งกันซื้อน้ำมันดิบส่งผลให้ Crude Premium ที่เดิมก่อนเกิดภาวะสงคราม อยู่ที่ 2-3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับขึ้นแตะ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมถึงค่าระวางเรือ และค่าประกันภัย ปรับสูงขึ้นประมาณ 15 เท่า ทำให้ต้นทุนนำเข้าน้ำมันดิบปรับสูงขึ้น และเดิม ปตท.จะมีการสั่งซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 45 วัน แต่จากวิกฤตนี้ ปตท.ได้ปรับมาสั่งซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 90 วัน เพื่อให้มั่นใจว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนนี้ เพื่อให้โรงกลั่นฯ มีน้ำมันดิบเพียงพอต่อการกลั่น
ด้านการจัดหา LNG ซึ่งประเทศไทย ใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้าราว 60% ในส่วนนี้จะเป็น LNG ประมาณ 20% และราคาเป็นไปตามกลไกตลาดโลก แต่ในส่วนนี้เป็นการจัดซื้อLNG จากตะวันออกกลางเพียง 6-7% จึงได้รับผลกระทบน้อยกว่าน้ำมัน ขณะเดียวกัน LNG ยังอยู่ในช่วงโอเวอร์ซัพพลาย ทำให้การจัดซื้อยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก และปัจจุบัน ปตท.จัดกา LNG ประมาณ 50% ของความต้องการใช้ ที่เหลือเป็นการนำเข้าโดย Shipper LNG รายอื่น
ทั้งนี้ ไม่ว่าวิกฤตพลังงานดังกล่าวจะเกิดขึ้นหรือไม่ ปตท.ในฐานะบทบาทผู้ดูแลความมั่นคงทางพลังาน จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรองรับเทรนด์โลก ที่มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยหันไปสู่เรื่องของพลังงนสีเขียว ซึ่งจากการที่ ปตท.มีโครงการลงทุนในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้เห็นโอกาสการเข้าไปลงทุนในเรื่องพลังงาน เช่น การที่ปตท.ตัดสินใจเข้าไปลงทุนโครงการโซลาร์ฯในอินเดีย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ปตท.ประเมินว่า การใช้น้ำมันจะถึงจุดสูงสุดในปี 2573 แต่ในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ยังจำเป็นต้องใช้น้ำมันอยู่ ฉะนั้น การวางแผนเรื่อง Energy Mix จึงเป็นเรื่องสำคัญ แม้ว่า ปัจจุบันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า(EV)จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้กระทบต่อธุรกิจของ ปตท. เนื่องจากปตท.มีการลงทุนครอบคลุมโครงสร้างพลังงานที่หลากหลาย เช่น การลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า ที่ในช่วง 2-3 ปีก่อน ปตท.ได้ลงทุนล่วงหน้าไปก่อนแล้วในขณะที่ความต้องการใช้มีเพียง 10% แต่ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเตรียมพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานไว้ก่อน รวมถึง การเติบโตของธุรกิจใหม่อย่าง ดาต้าเซ็นเตอร์ ด้วย ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงทางพลังงาน ไม่ได้มีผลกระทบต่อ ปตท. เพราะได้เตรียมความพร้อมรองรับไว้แล้ว
“GDP ต่อการใช้พลังงานของไทยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ฉะนั้นในอนาคตจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ดูว่าจะรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ หรือ New S-Curve มาต่อยอดอุตสาหกรรมเก่าอย่างไร เพื่อหารายได้เข้าประเทศเพิ่ม แผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตจะต้องพิจารณาในเรื่องนี้ เพื่อปรับโครงสร้างพลังงานให้สอดรับกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต”
ส่วนราคาพลาสติกที่ปรับสูงขึ้นนั้น เป็นไปตามกลไกตลาดโลก เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีหายไปในปริมาณมาก ทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบที่จะผลิต พลาสติกจึงปรับราคาสูงขึ้นตามกลไกตลาด อีกทั้งก่อนหน้านี้ จีน ซึ่งเดิมเคยผลิตเกินความต้องการและส่งออก แต่หลังเกิดวิกฤตพลังงานก็มีนโยบายปรับลดการส่งออก จึงทำให้ราคาพลาสติกยิ่งปรับสูงขึ้น


