![]()
“เอกนัฏ” ลั่น ช่วยลดค่าไฟต่ำกว่า 3 บาท เฉพาะผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยก่อน ชี้ครอบคลุม 15 ล้านครัวเรือน จ่อชงครม.ดึงเงิน 3 การไฟฟ้ารับภาระชั่วคราวก่อน คาดมีผลทันรอบบิล มิ.ย.หรือ ก.ค.นี้ พร้อมเบรกขึ้นค่าไฟแบบขั้นบันไดผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย เผยให้กลับไปใช้สูตรค่าไฟเดิมที่รียกเก็บรอบบิล พ.ค.- ส.ค.69 เฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เชื่อขึ้นค่าไฟกลุ่ม Data Center ไม่กระทบการลงทุน ระบุราคาน้ำมันขาลงโรงกลั้นอาจขาดทุนสต็อกเป็นไปตามไซเคิล พร้อมเดินหน้ารื้อโครงสร้างราคาน้ำมันถาวร คุมค่าการกลั่น
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” วันที่ 18 มิ.ย.2569 โดยระบุว่า แนวทางการปรับโครงอัตราค่าไฟฟ้าใหม่อยู่ระหว่างทบทวนแนวทางที่เหมาะสม หลังจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) ซึ่งจะยุติแนวทางนี้ไว้ก่อน
“เราเองก็อาจจะคิดเร็วไป ผมฟังเสียงทุกคนด้วยความปรารถนาดี เราอยากลดค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟน้อย 200 หน่วยแรกบ้านอยู่อาศัย วิธีที่เร็วที่สุด เดิมทีระบบคนจนแบกคนรวย คนใช้ไฟน้อยไปแบกคนใช้ไฟเยอะ เราก็เลยจะเซฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท แต่ต้องไปชาร์จคนที่ใช้ไฟ 400 หน่วยขึ้นให้แพงขึ้น ซึ่งเรทคำนวนออกมาที่รับฟังความคิดเห็นก็เกิน 5 บาท ก็มีเสียงวิพากวิจารณ์และเสียงสะท้อนกลับมาว่าแบบเนี่ย 400 หน่วยขึ้นไปเขาเดือดร้อน หลายคนถึงใช้ไฟเยอะก็ไม่รวย เช่น บ้านของคนที่มีผู้อยู่อาศัยเยอะ และนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมติดแผงโซลาร์ฯเขาก็ไปติดไม่ทัน เพราะตอนนี้เรื่องแผงโซลาร์เราไปเต็บสูบ เรื่องลดขั้นตอนการอนุญาตให้ส่งเสริมการติดตั้ง แพคเก็จกู้ลดดอกเบี้ยลดเงินดาวน์ รวมถึงการเปิดโอกาสให้ถ้าผลิตไฟเกินจะรับซื้อที่ 2.20 บาทต่อหน่วย ปริมาณ 500 เมกะวัตต์ เดือน มิ.ย.นี้ทำแน่นอน เราก็ต้องให้เวลา 400-500 หน่วยขึ้นไปกว่าจะติดแผงโซลาร์ฯเซฟค่าไฟต้องใช้เวลา ดังนั้นวิธีการให้ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 400 หน่วยขึ้นไป ปรับราคาค่าไฟฟ้าขึ้นแบบขั้นบันไดเพื่อมาเซฟ 200 หน่วยน่าจะมีปัญหาจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นมา เราก็ต้องมาคิดทบทวนใหม่”
ทั้งนี้ การจะปรับลดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกสำหรับทุกคน จะต้องปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้า ที่พูดกันมาตลอด เช่น 1.เรื่องของสัญญาทาสแอดเดอร์ (Adder) หรือ เงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ที่มีมาตั้งแต่อดีต และบางส่วนเป็นการต่อสัญญาอัตโนมัติ ซึ่งมีอัตราค่าไฟฟ้าแพงเกินจริง ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทบทวนสัญญาเหล่านี้ ก็จะทำให้ค่าไฟลดลง
2.ปัญหาความสูญเสียในระบบทั้งหลาย ประชาชนไม่เคยทราบเลยว่า พวกไฟทางหลวงใช้หลอดไฟที่สิ้นเปลือง ซึ่งหากเปลี่ยนไปติดหลอด LED ที่ช่วยให้ประหยัด เพราะไฟหลวงเอามาบวกกับค่าไฟและคนที่ถูกชาร์จคือประชาชนผู้ใช้ไฟ เพิ่มขึ้นอีกเป็น 10 สตางค์
3.พวกโรงไฟฟ้าที่ได้เงินฟรีๆในรูปแบบของค่าพร้อมจ่าย (Availability Payments: AP) ปีละ 60,000-70,000 ล้านบาท และไม่มีการผลิตไฟ รวมไปถึงโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก(SPP) เดิมทีไปผลิตไฟให้กับกลุ่มอุตสาหกรรม เมื่อขายได้แล้วยังจะมาบังคับขายเข้าระบบไฟฟ้าอีกก็เป็นระบบที่มีมาต่อเนื่องยาวนาน สิ่งเหล่านี้ทำให้ค่าไฟแพง ซึ่งเรื่องนี้ได้เริ่มเดินเรื่องแล้ว และจะมีการหารือในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ในอีก 2 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า กำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่เป็นประเภทที่ 9 สำหรับกลุ่ม Data Center โดยเฉพาะ จากเดิมที่มีเพียงประเภทบ้านอยู่อาศัย ผู้ประกอบการ และโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจาก Data Center เป็นผู้ใช้ไฟฟ้ามากที่สุดจะต้องเข้ามารับภาระตรงนี้ไป ซึ่งหากเข้ามาช่วยรับภาระและทำให้ระบบใช้ไฟมีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วไปส่งเสริมเรื่องการติดโซลาร์ฯในชุมชนปลายสายส่ง ใช้ประสิทธิภาพมากขึ้น ค่าความพร้อมจ่ายเหล่านี้ต้องถูกดึงออกไปจากระบบลดลง พวกโรงไฟฟ้าที่ไม่ประสิทธิภาพและบังคับขายก็ขายให้กับ Data Center ทำ 3 เรื่องนี้ ซึ่งกำลังเร่งเดินหน้าเต็มที ทั้งหมดทำให้ประชาชนผู้ใช้ไฟ 200 หน่วยแรก หรืออาจจะมากกว่านั้น ได้ใช้ไฟ 3 บาทจริงๆ โดยที่ไม่ต้องผลักภาระให้กับประชาชนผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยเลย
“ดังนั้น ระหว่างนี้ อัตราค่าไฟฟ้าของประชาชน จะกลับไปใช้โมเดลเดิม (อัตราค่าไฟฟ้างวด พ.ค.- ส.ค.2569) เฉลี่ยอยู่ 3.95 บาทต่อหน่วยไปก่อน โดยจะเร่งดำเนินการ 3 เรื่องดังกล่าวให้เสร็จสิ้น ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ยังช่วยเหลืออยู่หากทำ 3 เรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้นแต่ยังต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง แต่ผมกำลังดูอยู่ว่า เราอาจจะช่วยบางส่วนได้ก่อนเลย โดยใน 200 หน่วยแรกจะมีอยู่ 2 ส่วน มีผู้ที่ใช้ไฟไม่ถึง 200 หน่วย อันนี้อย่าคิดว่าไม่มี เพราะในส่วนของ 23 ล้านครัวเรือนในส่วนของบ้านอยู่อาศัย มีอยู่ประมาณ 15 ล้านครัวเรือน หรือ 2 ใน 3 ที่ใช้ไฟไม่ถึง 200 หน่วย นี่คือกลุ่มแรก ประมาณ 60% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านไม่มีแอร์ ใช้พัดลม และอยู่ในส่วนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) แต่ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จะใช้ไฟมากกว่า 200 หน่วย แต่ก็ยังมีตามชุมชน บ้านที่ใช้ไฟไม่ถึง 200 หน่วย กับกลุ่มที่ 2 คือ ผู้ใช้ไฟ 200 หน่วยแรกทุกคน ซึ่งเราจะพิจารณาช่วยกลุ่มแรกก่อน โดยได้เจรจากับ 3 การไฟฟ้าฯ เพื่อที่จะเอาเงินส่วนหนึ่งมาช่วยค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟไม่ถึง 200 หน่วยก่อน ซึ่งใช้เงินไม่เยอะ และเอามาช่วยเดือนนี้ เดือนหน้าก่อนเลย แล้วพอไปเก็บเงินจาก Data Center มาได้ ลดจากแอดเดอร์ และโรงไฟฟ้าเหล่านี้ ซึ่งอาจใช้เวลา 4-5 เดือน ก็ค่อยเอามาคืน ก็ไม่ต้องรอชาติหน้า”
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากในอนาคตจะเพิ่มอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก อาจพิจารณาผู้ใช้ไฟฟ้าเกิน 10,000 บาทขึ้นไป เช่น บ้านคณะรัฐมนตรีทั้งหลายก็ใช้ไฟแพงไปเลย แต่ผู้ใช้ไฟ 400 หน่วยขึ้นไปยังไม่เหมาะสม ฉะนั้นการปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดก็ต้องพักไว้ก่อน
โดยการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟน้อย กลุ่มแรก ไม่เกิน 200 หน่วย ถ้าทำได้เร็วสุดจะมีผลภายในเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่ง ขณะนี้ กกพ.กำลังรวบรวมสุดความคิดเห็นส่งมาที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งหากพิจารณาแล้ว ต้องการช่วยผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยก่อน ก็นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ภานในเดือนมิ.ย.นี้ หรือ ไม่เกินเดือน ก.ค.นี้
ทั้งนี้ หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศ ที่พระราชวังแวร์ซายส์ ในกรุงปารีส เมื่อันที่ 17 มิ.ย.2569 และรอลงนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ส่งผลให้ราคา LNG ปรับลดลง จากช่วงเกิดสงครามราคาขึ้นไป 25 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู แต่ล่าสุด ลดลงมาอยู่ที่ 15 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู หมายความว่า ค่าไฟเฉลี่ยที่เดิมคำนวนอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย อีกไม่นานจะลดลงได้
นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่ากลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า Data Center เดิมต้องการใช้พลังงานสีเขียว ซึ่งกระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการ 2 เรื่อง คือ การเปิดตลาดเสรีรับซื้อไฟฟ้าสะอาด รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีคาร์บอน ฉะนั้น ก็จะให้กลุ่ม Data Center ได้ซื้อไฟสะอาดให้โดยตรงก่อน เป็นการนำร่องทดสอบระบบโดยที่ต้องเสียค่าบริการสายส่งไฟฟ้า ก็จะเปิดนำร่องและมีเกณฑ์กำหนดให้ต้องเดินตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP)ที่รอมา 8 ปี ซึ่งภายใน 1-2 เดือนนี้ต้องคลอดออกมาให้ได้ ซึ่งมีรเกณฑ์ว่า ถ้าจะเดินหน้าไปสู่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ใน 25 ปี จะต้องมีไฟสะอาดในสัดส่วนเท่าไหร่ เช่น ต้องมีไฟสะอาด 58% เป็นต้น ทาง Data Center ก็ต้องเดินให้ได้ตามนี้ ถ้าเขาเดินช้ากว่านี้ภาระก็ตกมาอยู่ที่เรา แต่ถ้าเขาเดินตามนี้เขาก็ไปหาซื้อไฟฟ้าเอง แต่ส่วนไฟหลวงซึ่งไม่ใช่ไฟสะอาด 100% แต่จะเป็นไฟสำรองในเบื้องต้นก็ต้องซื้อผ่านรัฐ ซึ่งในส่วนตรงนี้จะต้องเอาภาระจากทั้ง 3 ส่วนดังกล่าว คือ ค่าแอดเดอร์ ค่าความสูญเสียในระบบทั้งหลาย ค่า AP และต้นทุนนำเข้า LNG มาบวกรวมในส่วนนี้ด้วย ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายตามมาตรฐาน
“ตอนนี้กลุ่ม Data Center เขาอยากเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้ว เพราะ Data Center ที่ตะวันออกกลางมีปัญหา ใช้ไฟถูกจริง แต่ปัญหาคือโดนระเบิด มาที่ภูมิภาคเราเนี่ย ที่ท่านนายกฯบินไปเวียดนาม บินไปฟิลิปปินส์ ผมไปด้วยเนี่ย ไม่ได้ไปนั่งจิบกาแฟเฉยๆ ผมก็ไปคุยในกลุ่มภูมิภาคว่า เราอย่าคัดกันเอง เราอย่าแข่งกันตาย เดี๋ยวพอเราบอกว่าเราขึ้นค่าไฟให้ Data Center เกิดเวียดนามบอกงั้นเราขายไฟถูกให้ ก็ไปเวียดนามกันหมด ตอนนี้คุยกันว่าอย่าแข่งกันตาย เราเซ็ตเกณฑ์มาตรฐานที่คุยกันแล้วเพิ่งอำนาจการต่อรองให้กับพวกเราว่าพวกนี้ถ้ามาเขาต้องรับผิดชอบค่าไฟเท่าไหร่ที่ไม่เป็นภาระให้กับประชาชนกับอุตสาหกรรมเดิม และก็เป็นประโยชน์ที่ประเทศเราควรได้รับจาก Data Center ควรจะมีรอะไรบ้าง ถ้าไม่คุยไว้ให้ดีของแบบนี้มันดาบสองคม จะดีก็ได้ จะไม่ดีก็ได้ ก็อยู่ที่จะเจรจาเงื่อนไขผูกไว้อย่างไร และประเทศไทยไฟฟ้ามีความเสถียรมาก โครงข่ายแข็งแรง ที่คนไทยใช้ไฟแพง ส่วนหนึ่งมาจากแผนพลังงานเดิม คาดการณ์ใช้ไฟสูงเกินไป เราใช้แค่ 30,000 เมกะวัตต์ แต่ผลิตถึง 50,000 เมกะวัตต์ ก็มีส่วนต่างสำรองไฟฟ้าสูงเกิน 30-40% ซึ่งส่วนนี้บางประเทศมีกำหนดว่า ถ้าเขาจะมาต้องไปสร้างโรงไฟฟ้าเอง ซึ่งผมยังไม่เห็นด้กับการไปสร้างโรงไฟฟ้าเอง แต่เรามีไฟสำรองส่วนนี้ที่พร้อมจะจ่ายให้เขาในทันที ถ้าเขารับค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมได้ กับอีกส่วนต้องสำรองล่วงหน้ามาก่อน เดี๋ยวผมเอาเงินมาพัฒนาโครงข่าย พัฒนาการผลิตไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคตเพื่อให้ทุกคนได้ใช้ไฟถูกลง เราก็ต้องทำแบบนี้ ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เวียนไปเจรจากับทุกฝ่ายแล้ว ทั้ง BOI , 3 การไฟฟ้า ,กกพ. และ ฝั่งน้ำ สทนช. และก็จะคุยกับชลประทาน พยายามเคลียร์ทุกฝ่าย”
ส่วนกรณีที่ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับลดลงในปัจจุบัน โดยราคาน้ำมันดีเซลลงมาแล้ว 12 บาท (จาก 50 บาท เหลือ 38.80 บาท) ก็มีโอกาสลงลงได้อีก ซึ่งปัจจุบัน ดีเซล มีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯประมาณกว่า 1 บาทต่อลิตร ส่วนเบนซิน เก็บเข้ากองทุนฯประมาณกว่า 3 บาทต่อลิตร เป็นระดับที่ใกล้เคียงกัช่วงก่อนเกิดสงคราม ฉะนั้น หากราคาน้ำมันสำเร็จรูป ปรับลดลงอีก ก็จะทยนอยปรับลดราคาขายปลีกในประเทศลงได้ ขณะเดียวกันมีข่าวดีราคา LNG ที่ใช้ผลิตไฟฟ้าลดลง และLPG ที่ตรึงราคาไว้ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ราคาก็ลดลงพอสมควร
ขณะที่ ปัจจุบันกองทุนฯ มีหนี้เหลือ 50,000 กว่าล้านบาท จากก่อนหน้านี้กว่า 60,000 ล้านบาท หลังจากได้มีการปรับปรุงข้อมูลใหม่ และในส่วนของการจ่ายเงินคืนให้โรงกลั่นรายใหญ่ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีจาก DSI สอบข้อหากักตุนน้ำมันประมาณ 30,000 ล้านบาท ในส่วนนี้จะระงับการจ่ายคืนไว้ก่อน ทำให้เหลือหนี้จริงที่ต้องทยอยคืนแค่กว่า 20,000 ล้านบาท
“ช่วงนี้ ก็มีการประชุมกองทุนฯทุกวัน เวลา 18.00น. พิจารณาการจัดเก็บเงินส่งเข้ากองทุนฯ เพื่อดูแลค่าการตลาดให้เหมาะสม โดยจะคุมค่าการตลาดดีเซลไม่เกิน 2 บาท และเบนซิน ไม่เกิน 3.30 บาท หรือ เฉลี่ยแล้วต้องไม่เกิน 2.40 บาทต่อลิตร ซึ่งจะเห็นว่า ในรอบเดือนที่ผ่านมาค่าการตลาดอยู่ในระดับที่นิ่ง”
ส่วนกรณีที่น้ำมันเข้าสู่ขาลงและโรงกลั่นฯอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนหรืออขาดทุนสต็อกนั้น นากเอกนัฏ มองว่า เป็นเรื่องของโรงกลั้น เพราะตอนที่ขาขึ้นเขาก็เก็บกำไรไปแล้ว ตอนนี้ไซเคิลมันเป็นอีกไซเคิลหนึ่งคือน้ำมันขาลง เพราะฉะนั้นเขาขาดทุน เขาก็ต้องรับสภาพไป เพราะเขาก็เก็บกำไรมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งส่วนที่รัฐไปบี้มาจาก 6 โรงกลั่นก่อนหน้านี้ เพื่อนำมาเป็นส่วนลดราคาน้ำมันให้กับประชาชน เป็นการบี้ค่าการกลั่นประมาณ 8,300 ล้านบาท หรือ 2,400 ล้านลิตร
“ตอนน้ำมันถูกคุณก็ขายแพง ฉะนั้นตอนแพงคุณก็ต้องขายถูก อันนั้นเป็นไซเคิลของเขา เป็นสิ่งที่เขาต้องรับสภาพ แต่ในระยะยาวที่ผมทำตอนนี้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.เป็นอำนาจชั่วคราว เดี๋ยวพอสถานการณ์ทุกอย่างนิ่ง พอ พ.ร.ก.ไม่ได้ใช้ เราก็ต้องปรับโครงสร้างน้ำมันอยู่ดี อ้างอิงราคาสิงคโปร์ควรจะต้องไปบวกพรีเมียมไหม อันนี้ก็ต้องมาดู หรือในอนาคตควรจะต้องมีกลไกจัดการจำกัดค่าการกลั่นโดยอัตโนมัติหรือไม่ ไม่ให้พุ่งสูงเกินไป เพราะปรากฏการณ์แบบนี้เราไม่เคยเจอที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปพุ่งสูงเกินน้ำดิบไปมาก แล้วทำให้ค่าการกลั่นพุ่งสูงผิดปกติก็มาใช้อำนาจ พ.ร.ก.เข้ามาจัดการลดค่าการกลั่นกำหนดค่าการกลั่นใหม่ แต่เป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. สิ่งที่ผมต้องการคือ ในสถานการณ์ปกติเราก็ควรมีกลไกแบบนี้ด้วย ก็ใช้ กบง.ตั้งอนุกรรมการขึ้นมา ให้ทีมสุดซอย เข้ามาดู ส่วนเรื่องจับน้ำมันเถือนทาง DSI ก็เริ่มออกหมายเรียกแล้ว ก็ตามเรื่องอยู่ตลอด แต่การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันถาวรเป็นเรื่องต้องทำแต่ต้องใช้เวลา ต้องแก้กฎหมาย กฎระเบียบ แต่จะเป็นประโยชน์ต่อภาพรวม”