“ก.พลังงาน” ถอดบทเรียนวิกฤตสงคราม “สหรัฐ-อิหร่าน” มุ่งลดพึ่งพานำเข้าน้ำมัน หนุนใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ  

Loading

สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง หลังจากสหรัฐฯและอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 เป็นต้นมา และลุกลามปิดช่องแคบ “ฮอร์มุซ” ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการเดินเรือขนส่งสินค้าและน้ำมันที่สำคัญของโลก กดดันต่อทิศทางราคาพลังงานของโลกปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569  

ภาพจำลองเหตุการณ์

ประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงราว 90% ในช่วงก่อนเกิดสงครามดังกล่าว จึงได้รับผลกระทบโดยตรงต่อ ต้นทุนนำเข้าพลังงานทั้ง “น้ำมัน” และ ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ที่ราคาปรับสูงขึ้นมาก   

รัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลในราคาลิตรละ 29.94 บาท เป็นเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันนที่ 3 มี.ค.2569 เป็นต้นไป เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สถานีบริการน้ำมัน(ปั๊ม) หลายแห่งในประเทศไทย เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำมัน มีประชาชนไปต่อแถวรอคิวเติมน้ำมัน และเกิดปัญหากักตุนน้ำมัน จากความตื่นตระหนักจากสถานการณ์ดังกล่าว

จนกระทั่งรัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น การสั่งเพิ่มกำลังการกลั่นน้ำมัน เร่งกระจายการขนส่งน้ำมันสู่ปั๊ม งดการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น

ส่วนการดูแลผลกระทบด้าน “ราคา” กระทรวงพลังงาน ยังคงใช้กลไก “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” เป็นเครื่องมือหลักในการบริหารจัดการ โดยมีการชดเชยราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล สูงสุดเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่ 26.99 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาดีเซลปรับขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตร หลังราคาน้ำมันสำเร็จรูปดีเซล ปรับขึ้นไปสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่ 292.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งหากกองทุนน้ำมันฯ ไม่เข้าไปชดเชยราคาในช่วงดังกล่าว จะส่งผลให้ราคาดีเซลที่แท้จริงในช่วงนั้น ปรับขึ้นไปแตะ 77.53 บาทต่อลิตร เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้กองทุนน้ำมันฯ กลับไปมีสถานะติดลบ

โดยล่าสุด ณ วันที่ 21 มิ.ย.2569 ฐานะ กองทุนน้ำมันฯ ติดลบ อยู่ที่ 57,933 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมัน ติดลบ 18,904 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบ 39,029 ล้านบาท  

ขณะที่เปรียบเทียบกับ วิกฤตสงคราม “รัสเซีย-ยูเครน” เมื่อปี 2565 กองทุนน้ำมันฯ ได้เข้าไปชดเชยราคาดีเซล สูงสุด อยู่ที่ 14.01 บาทต่อลิตร และราคาดีเซลขายปลีก สูงสุด อยู่ที่ 34.94 บาทต่อลิตร หลังราคาน้ำมันสำเร็จรูปดีเซล ปรับขึ้นไปสูงสุด อยู่ที่ 186.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ ติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 130,000 ล้านบาท ทำให้กองทุนน้ำมันฯ ต้องเข้าสู่แผนฟื้นฟู โดยการ “กู้ยืมเงิน” ที่มีการอนุมัติวงเงินกู้สูงถึง 110,000 ล้านบาท โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน และปัจจุบันหนี้เงินกู้ดังกล่าว ยังเหลือภาระเงินต้นอยู่ ประมาณ 22,220 ล้านบาท ซึ่งตามแผนการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) คาดว่าจะชำระหมดประมาณ 3 ปี (2569-2571)

พลังงานมุ่งแผนลดพึ่งพานำเข้าน้ำมันรับมือวิกฤตพลังงานโลก

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน ระบุว่า กระทรวงพลังงาน ได้ถอดบทเรียนจากวิกฤตสงคราม ในช่วง 5 ปี (ปี2565-2569) ทั้งจากสงคราม “รัสเซีย-ยูเครน” ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2565 และสงคราม “สหรัฐ-อิหร่าน” ที่เกิดขึ้นในปี 2569 โดยมองว่า ประเทศไทยควร “ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน” และหันกลับมาทบทวนแนวทาง “ส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ” เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งจะเห็นว่าทุกครั้งที่เกิดวิกฤตแม้น้ำมันจะไม่ขาดแคลน เพราะสามารถปรับเปลี่ยนการจัดซื้อน้ำมันจากเดิม นำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลางสูงถึง 90% ปัจจุบันลดลงเหลือราว 30% โดยหันไปจัดซื้อจากทวีปอื่นแทน แต่ก็ยังมีผลกระทบจากต้นทุนราคาที่แพงขึ้น  

“สมัยสงคราม รัสเซีย-ยูเครน มีการตรึงเพดานราคาดีเซล ไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร ทำให้กองทุนน้ำมันฯมีหนี้เกิน 1 แสนล้านบาท พอวิกฤตรอบนี้ สงคราม สหรัฐ-อิหร่าน รัฐบาลตัดสินใจลอยตัวราคาดีเซล โดยที่กองทุนฯ ยังเข้าไปช่วยรับภาระส่วนหนึ่ง ทำให้หนี้กองทุนฯรอบนี้ อยู่ในระดับ 60,000 ล้านบาท ลดลงเกือบครึ่ง ถือว่า มีการบริหารจัดการที่ดีขึ้น และวิกฤตรอบนี้ ทำให้ต้องกลับมาพิจารณาว่า การตรึงราคาดีเซล 15 วัน อาจจะมากเกินไป จนทำให้เกิดปัญหาการกักตุนน้ำมัน ฉะนั้น ในอนาคต หากจะมีมาตรการตรึงราคา ควรไม่เกิน 5-7 วัน จากนั้นควรปล่อยราคาให้เป็นไปตามกลไก”

เตรียมแผนยกเลิกชดเชยเชื้อเพลิงชีวภาพ

กระทรวงพลังงาน เตรียมทบทวนยุทธศาสตร์ส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ แม้ว่าตามกฎหมายพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 กำหนดให้ต้องวางแผนยกเลิกการอดุหนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพลงภายใน 3 ปี ซึ่งกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 ก.ย.2569 จึงได้สั่งการให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ โดยเบื้องต้นกฤษฎีกา แจ้งว่า สกนช.สามารถเปลี่ยนจากการ “ชดเชย” ราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ มาเป็นการ “กำหนดอัตราจัดเก็บ” เงินส่งเข้ากองทุนฯของน้ำมันแต่ละประเภทให้แตกต่างกันได้

โดยอาศัยข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 มาตรา 14 (4) ให้อำนาจ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ในการออกประกาศกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการส่งเงินเข้ากองทุน การจ่ายเงินชดเชย รวมถึง การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน และอัตราเงินชดเชยสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละประเภท

“ในอดีตก็เคยเรียกเก็บเงินจากเชื้อเพลิงชีวภาพ แต่เมื่อกฎหมาย พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 มาตรา 55 กำหนดให้การจ่ายเงินชดเชยราคาน้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ (เช่น แก๊สโซฮอล์ หรือ ไบโอดีเซล) ต้องสิ้นสุดลง 24 ก.ย.2569 ทำให้ไม่มั่นใจว่า จะสามารถกลับไปเรียกเก็บเงินเหมือนอดีตได้หรือไม่ จึงสั่งการให้ สกนช.ไปหารือกับกฤษฎีกาให้ชัดเจน เมื่อกฤษฎีกาแจ้งว่า ทำได้โดยอาศัย พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 มาตรา 14 (4) ดังนั้น การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันถือเป็นทางออก เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงาน ได้กำชับให้ สกนช.จัดทำแผนยกเลิกชดเชยเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(กบน.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เพื่อรับทราบแนวทางบริหารจัดการและนำข้อเสนอมาปรับใช้ ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 ก.ย.2569

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงาน ยังเตรียมจัดทำ “แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan)” เพื่อกำหนดชนิดน้ำมันฐาน หรือน้ำมันหลักของประเทศที่ต้องมีจำหน่ายทุกปั๊ม โดยคาดว่า น้ำมันกลุ่มเบนซินจะให้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 หรือ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 เป็นน้ำมันฐาน และน้ำมันกลุ่มดีเซล จะเป็นน้ำมันไบโอดีเซล B7 เป็นน้ำมันฐาน ส่วนที่เหลือจะเป็นน้ำมันทางเลือกให้ประชาชนใช้ได้ตามปกติ  แต่ราคาจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ เพื่อให้ราคาน้ำมันฐานถูกกว่าน้ำมันทางเลือก และเพื่อให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันฐานมากขึ้น และยังเป็นการสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเข้ามาผสมในน้ำมันฐานด้วย

แหล่งข่าวฯ กล่าวว่า หากพิจารณาจากคาดการณ์ราคาน้ำมันล่วงหน้าไปจนถึงราวเดือน พ.ค.2570 พบว่า ทั้งราคาน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูปยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับปัจจุบัน เช่น ดีเซลน้ำมันสำเร็จรูป ยังทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือสะท้อนมาเป็นราคาขายปลีกดีเซลในประเทศ ยังอยู่ในระดับ 37 บาท(บวก,ลบ) เล็กน้อย ดังนั้น ราคาดีเซล ถือว่ายังอยู่ในสถานการณ์วิกฤต ที่กำหนดว่า ราคาดีเซลสูงกว่า 30 บาทต่อลิตร ทำให้ยังสามารถใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ เข้าไปชดเชยราคาได้ ตามมาตรา 5 พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง

จ่อเสนอปรับเพดาน “ดีเซล” ใช้กลไกกองทุนฯ รักษาเสถียรภาพราคาช่วงวิกฤต

สถานการณ์ราคาพลังงานโลกในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะจากสงคราม “สหรัฐ-อิหร่าน” ในครั้งนี้ ทำให้กระทรวงพลังงาน ต้องกลับมาทบทวนการกำหนดเพดานราคาดีเซล ตามวัตถุประสงค์ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 มาตรา 5 ที่กำหนดให้กองทุนน้ำมันฯ จะใช้กองทุนฯ เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสถานการณ์ ดังนี้

สถานการณ์ที่ 1 ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีการปรับขึ้นเกินระดับที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน(ระดับวิกฤต) คือ น้ำมันดีเซล สูงกว่า 30 บาทต่อลิตร ขณะที่ LPG ราคาต้นทุนโรงแยกก๊าซธรรมชาติสูงกว่าราคานำเข้า ราคาขายปลีกLPG เกินราคา 363 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม

สถานการณ์ที่ 2 ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นมากอย่างรุนแรง คือ ราคาน้ำมันดิบ ปรับขึ้นใน 1 สัปดาห์มากกว่า 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกปรับขึ้นมากกว่า 1 บาทต่อลิตร ขณะที่ LPG ราคาตลาดโลกเปลี่ยนแปลงใน 2 สัปดาห์ เฉลี่ยนมากกว่า 35 ดอลลาร์ต่อตัน ราคาขายปลีกLPG เปลี่ยนแปลงใน 2 สัปดาห์ รวมกันมากกว่า 1 บาทต่อกิโลกรัม

สถานการณ์ที่ 3 สถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอาจจะขาดแคลนและไม่เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศ

“การเสนอปรับวัตถุประสงค์ตามวิกฤตในช่วงนี้ เป็นจังหวะที่ดี เพราะราคาดีเซลปัจจุบันขยับเกินเพดานไปมากแล้ว ขณะที่ LPG ล่าสุด ก็กำหนดตรึงราคาอยู่ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ฉะนั้น ควรปรับกรอบกำหนดราคาขึ้นตามสถานการณ์ราคาที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน และลดภาระกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งดีเซล ควรจะสูงกว่า 30 บาท แต่จะเป็นเท่าไหร่นั้น ยังต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง

ผลักดัน SPR เพิ่มเสถียรภาพดูแลความมั่นคงทางพลังงาน

วิกฤตพลังงาน จากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ครั้งนี้ ทำให้กระทรวงพลังงาน ต้องทบทวนแนวทางระบบการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ (Strategic Petroleum Reserve หรือ SPR) โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลและกรณีศึกษาจากต่างประเทศ มองว่า SPR เป็นหนึ่งในกลไกที่ใช้บริหารจัดการวิกฤตพลังงาน ซึ่งเบื้องต้น มีแนวคิดว่า ประเทศไทยอาจเริ่มจากการขอความร่วมมือจากโรงกลั่นน้ำมัน ให้ช่วยเก็บน้ำมันและบริหารจัดการน้ำมันในช่วงแรกให้ก่อน โดยที่รัฐจะนำเงินจากกองทุนน้ำมันในบางส่วนไปจัดซื้อน้ำมันในช่วงราคาถูกมาเก็บไว้ และมีการหมุนเวียนจำหน่ายออกไปโดยการบริหารจัดการของโรงกลั่นฯ ซึ่งจะมีส่วนต่างกำไรเกินขึ้น และเป็นรายได้กลับคืนสู่กองทุนน้ำมันฯ แต่ทั้งนี้แนวคิดดังกล่าว ยังต้องบูรณาการความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดต่อไป

กองทุนน้ำมันฯ ยังจำเป็นต้องกู้เงินรอบใหม่

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน ระบุว่า กองทุนน้ำมันฯ ยังมีความจำเป็นที่จะต้องกู้เงินรอบใหม่ ภายใต้กรอบทีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 มีมติอนุมัติให้ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กู้ยืมวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และให้ สกนช.ดำเนินการกู้เงินได้ เมื่อ ครม.อนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะแล้ว เนื่องจากสถานะกองทุนน้ำมันฯ ในปัจจุบัน แม้ว่าจะมีรายรับเข้ามาประมาณเดือนละ 2,000 ล้านบาท (วันละ 72 ล้านบาท) แต่ยังมีสถานะล่าสุด ณ วันที่ 21 มิ.ย.2569 ติดลบ อยู่ที่ 57,933 ล้านบาท และมีหนี้เงินกู้เดิมอีก 22,000 ล้านบาท ดังนั้น เงินกู้ก้อนใหม่ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ ส่วนจะกู้เต็มวงเงิน 20,000 ล้านบาทหรือไม่นั้น ทางกระทรวงพลังงาน จะพิจารณารวมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและฝ่ายการเงินให้ชัดเจนอีกครั้ง โดยคาดว่า กระบวนการกู้เงินจะแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณนี้

“กองทุนน้ำมัน ตอนนี้ ยังมีหนี้ทางการค้า หนี้เก่า และหนี้ใหม่ ก็จำเป็นต้องหารายได้เพิ่ม คือ หากราคาน้ำมันตลาดโลกปรับลดลง ก็อาจลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนลง และต้องทยอยลดราคาขายปลีกด้วย เพราะราคาขายปลีกในปัจจุบันยังถือว่าสูง ซึ่งก็ต้องไปบริหารจัดการเงินกองทุนให้ดี”