![]()
คมนาคม ลั่นตอกเสาเข็มไฮสปีดไทย – จีน เฟส 2 โคราช-หนองคายปี 70 เสร็จปี 75 ขณะที่เฟสแรก คืบหน้าแค่ 50% พร้อมดันสะพานรถไฟข้ามโขงแห่งใหม่ เปิดประตูการค้าอีสานสู่ตลาดโลก
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการและประชุมติดตามความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางที่จังหวัดหนองคาย เพื่อเพิ่มศักยภาพการเดินทางและขนส่งสินค้าตลอดจนยกระดับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทย สปป.ลาว และจีน


ซึ่งปัจจุบันมีการขนถ่ายสินค้าไปมาระหว่างประเทศอยู่แล้ว โดยสินค้าไทยที่ส่งออกไปจีน ส่วนใหญ่ คือ ผลไม้ ได้แก่ ทุเรียน ที่ได้รับความนิยมและสร้างมูลค่าสูงถึงปีละเป็นหลักแสนล้านบาท ขณะเดียวกันก็มีการขนส่งสินค้าจากจีนตอนใต้ผ่าน สปป. ลาว มายังหนองคาย และขนถ่ายต่อไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนได้มากกว่าการขนส่งภายในประเทศจีนเองที่มีพื้นที่ใหญ่มากและต้องใช้เวลานาน
อย่างไรก็ตามในอนาคตเมื่อโครงการรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด) ไทย-จีนแล้วเสร็จก็เชื่อว่าจะส่งผลให้การขนส่งผู้โดยสารได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากสามารถใช้ความเร็วสูงสุดได้ถึง 250-260 กิโลเมตร (กม.) ต่อชั่วโมง จะช่วยให้การเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงหนองคายใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมงเท่านั้น และยังมีความปลอดภัยอีกด้วย
สำหรับความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะ (เฟส) ที่ 1 (กรุงเทพฯ – นครราชสีมา) มีความคืบหน้าไปกว่า 50% แล้ว แต่ยังมีข้อติดขัดในสัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ที่มีพื้นที่ทับซ้อนกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ล่าสุดการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีแนวทางจะแยกสัญญาออกมาดำเนินการก่อสร้างเอง เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้เร็วขึ้น คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ภายใน 5 ปี
ขณะที่เฟส2 ช่วงนครราชสีมา -หนองคาย ตั้งเป้าหมายการจัดซื้อจัดจ้างภายในปี 2570 คาดว่าก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเชื่อมต่อระบบถึงหนองคายภายในปี 2575 ส่วนโครงการรถไฟทางคู่ช่วงขอนแก่น – หนองคาย ระยะทาง 167 กิโลเมตร น่าจะแล้วเสร็จปี2571
ดังนั้นในอีก 5 ปีข้างหน้าเชื่อว่าสะพานข้ามแม่น้ำโขงไทย-ลาว ก็จะเกิดความแออัด ดังนั้น รฟท.จึงมีแนวคิดที่จะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงไทย-ลาวแห่งที่ 2 เพื่อรองรับทั้งระบบรางขนาด 1 เมตร และรางมาตรฐาน 1.435 เมตร คาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท โดยรูปแบบการลงทุนจะเป็นแบบคนละครึ่ง แต่ทางฝ่ายไทยอาจจะเป็นผู้พิจารณาสำรองจ่ายไปก่อนและให้ฝ่ายลาวทยอยจ่ายคืนตามเงื่อนไขที่ตกลงร่วมกัน โดย รฟท. ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ และส่งรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้ว เพื่อประโยชน์สูงสุดในการขนส่งสินค้า และรองรับการเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟไทย – ลาว – จีนในอนาคต
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนยังได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมหารือกับฝ่าย สปป.ลาว ทั้งแนวทางการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน รวมถึงการบริหารจัดการขนส่งสินค้าข้ามแดน โดยเฉพาะการพิจารณาขยายเวลาเปิด – ปิดด่านให้สอดคล้องกับปริมาณขบวนรถไฟและความต้องการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น พร้อมศึกษาแนวทางขยายโครงข่ายรถไฟทางคู่เชื่อมต่อไปยังภาคตะวันออก เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตร โดยเฉพาะทุเรียนและผลไม้จากพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ สามารถขนส่งทางรางผ่านหนองคายเข้าสู่ตลาดจีนได้สะดวกและมีต้นทุนที่แข่งขันได้มากขึ้น
ด้านนายสิริพงศ์ กล่าวว่า การพัฒนาระบบรางเชื่อมไทย – ลาว – จีน จำเป็นต้องเดินหน้าทั้งโครงการระยะยาวและการเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันควบคู่กัน โดยเสนอให้พิจารณากลไกความร่วมมือและที่ปรึกษาทางเทคนิคเพื่อสนับสนุนการเจรจาโครงการข้ามแดน พร้อมเร่งปรับปรุงระบบการขนส่งที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้โครงการขนาดใหญ่แล้วเสร็จทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ได้เน้นย้ำให้ รฟท. ตรวจสอบและปรับปรุงแบบก่อสร้างรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงในพื้นที่ที่อาจกระทบทางระบายน้ำ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมชุมชนและเพิ่มความปลอดภัยระหว่างก่อสร้าง รวมทั้งให้ รฟท. และบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) บูรณาการแผนพัฒนาสถานีร่วมกัน โดยเตรียมพื้นที่รองรับรถโดยสารเชื่อมต่อ (Feeder) จากสถานีรถไฟความเร็วสูงไปยังชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางต่อเนื่องได้อย่างสะดวกและเกิดประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนของภาครัฐ
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ ไทยและ สปป.ลาว มีแนวทางแบ่งขอบเขตความรับผิดชอบการก่อสร้างตามพื้นที่ของแต่ละประเทศ โดยฝ่ายลาวมีแนวทางประสานความร่วมมือกับสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ NEDA เพื่อสนับสนุนการบริหารโครงการและพิจารณาความช่วยเหลือทางการเงินตามกลไกความร่วมมือที่มีอยู่
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก สปป.ลาว มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและมีโครงการพัฒนาหลายโครงการที่ต้องจัดลำดับความสำคัญในการขอรับความช่วยเหลือทางการเงิน กระทรวงคมนาคมจึงจำเป็นต้องเร่งประสานและผลักดันให้โครงการสะพานรถไฟแห่งนี้ได้รับการพิจารณาจัดลำดับความสำคัญจากฝ่ายลาว เพื่อให้สามารถเดินหน้าการลงทุนและเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟระหว่างสองประเทศได้ตามเป้าหมายต่อไป