“พิพัฒน์” ชูเทคโนโลยีอุโมงค์ระดับโลก นำร่องกะทู้-ป่าตอง ระยะแรก เล็งชงครม.ก.ค.นี้

Loading

กทพ. ชูเทคโนโลยีอุโมงค์ระดับโลก นำร่องกะทู้-ป่าตอง ระยะแรก คาดโครงการระยะแรกเสนอ ครม.ได้ในเดือน ก.ค.นี้ ขณะความคืบหน้าโครงการ Double Deck รอกระทรวงการคลังเคาะรูปแบบ PPP 

วันนี้ (25 มิถุนายน  2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดงานสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 15 เรื่อง “Tunnel Construction and Maintenance Technology” การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างและบำรุงรักษาอุโมงค์จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ พร้อมยกระดับศักยภาพบุคลากร โดยมี นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการการทางพิเศษฯ เข้าร่วม หอประชุม 0101 อาคารศูนย์บริหารทางพิเศษ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) 

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านโครงสร้างการคมนาคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยโครงการ ทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตอง ถือเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของกระทรวงคมนาคมที่จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางและรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตซึ่งการก่อสร้างอุโมงค์ลอดผ่านภูเขาในพื้นที่ท่องเที่ยวระดับโลกจำเป็นต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีวิศวกรรมที่ทันสมัย การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และการบำรุงรักษาตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนน้อยที่สุด จึงนับเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ

นายพิพัฒน์ กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) ว่า ขณะนี้โครงการอยู่ในขั้นตอนรอการอนุมัติรูปแบบการร่วมลงทุน (PPP) จากกระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมและกทพ.ได้เตรียมความพร้อมคู่ขนานกันไป เพื่อให้สามารถเดินหน้าโครงการได้เมื่อผ่านการอนุมัติ ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ โดยเตรียมลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาศัยอยู่ใต้ทางด่วนกว่า 300 ครอบครัว รวมถึงหารือร่วมกับสหภาพแรงงานของ กทพ. เพื่อชี้แจงให้เห็นถึงประโยชน์สูงสุดที่ประเทศชาติจะได้รับจากการพัฒนาดังกล่าว สำหรับประเด็นการขยายอายุสัญญาสัมปทานนั้น ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ศึกษาและเสนอเงื่อนไขที่เหมาะสมที่สุดมาก่อน จากนั้นกระทรวงคมนาคมจะนำตัวเลขมาพิจารณาร่วมกันอย่างรอบคอบอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าเงื่อนไขดังกล่าวเป็นธรรมและคนไทยทั้งประเทศรับได้ ก่อนที่จะตัดสินใจอนุมัติโครงการในขั้นตอนสุดท้ายต่อไป

นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า กทพ. จัดสัมมนาวิชาการต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 15 นับตั้งแต่ปี 2552 ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น เยอรมนี สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศไทย เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม   ด้านการก่อสร้าง การบำรุงรักษา และการบริหารจัดการทางพิเศษ โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Innovation for Better Drive and Better Life : องค์กรนวัตกรรมเพื่อการเดินทางและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” 

สำหรับการสัมมนาในปีนี้ กทพ. มุ่งเน้นเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างและบำรุงรักษาอุโมงค์ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการดำเนินโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตอง ระยะทาง 3.98 กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของบุคลากรทั้งด้านการวางแผน การก่อสร้าง การตรวจสอบ และการบำรุงรักษาอุโมงค์ ตามมาตรฐานสากล ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญและองค์กรชั้นนำจากต่างประเทศ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศไทยในอนาคต

อย่างไรก็ตามโครงการ ทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตองนั้นคาดว่าจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อขออนุมัติปรับรูปแบบขนาดของอุโมงค์ โดยลดความกว้างอุโมงค์จาก 17 เมตรเหลือ 14 เมตร เพื่อควบคุมงบประมาณไม่ให้บานปลายจากต้นทุนค่าก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้นประมาณ 8% ซึ่งการปรับลดขนาดอุโมงค์ทำให้สามารถควบคุมกรอบวงเงินลงทุนโครงการไว้ที่ประมาณ 11,000 ล้านบาท ส่วนรูปแบบการก่อสร้างยังเป็นรูปแบบเดิม Design & Build ขณะที่การเวนคืนที่ดินของโครงการคาดว่าจะแล้วเสร็จ 100% ภายในเดือนกันยายนปีนี้ 

ทั้งนี้โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตอง หากได้รับการอนุมัติภายในเดือน กรกฎาคม 2569 ก็คาดว่าจะเปิดประมูลและเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2570 ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 4 ปี ส่วนโครงการระยะที่ 2 ช่วงกะทู้-สนามบินภูเก็ต มีวงเงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมปรับกรอบวงเงินลงทุนให้สอดคล้องกับต้นทุนค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะนำเสนอต่อที่ประชุมครม.ได้ในปี 2570 โดยจะเร่งดำเนินการประกวดราคาทันทีหลังจากได้รับการอนุมัติ ซึ่งโครงการระยะที่ 2 นั้นคาดว่าใช้ระยะเวลาก่อสร้างราว 3 ปี ซึ่งจะส่งผลให้โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ระยะที่ 2 สามารถเปิดให้บริการได้พร้อมกันในปี 2574