“สิริพงศ์” มอบนโยบาย สทร. – มจพ. ผนึกกำลังยกระดับเทคโนโลยี อุตสาหกรรมระบบรางไทย

Loading

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มอบนโยบายยกระดับขีด ความสามารถของประเทศไทยด้านเทคโนโลยีระบบราง จากการเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี สู่การพัฒนาศักยภาพภายในประเทศอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การออกแบบ การผลิตและประกอบ ไปจนถึงการซ่อมบำรุง พร้อมผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมระบบรางไทย ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

การมอบนโยบายดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการหารือความร่วมมือและเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการด้านระบบขนส่งทางราง ณ อุทยานเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) โดยมีการหารือแนวทางความร่วมมือกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. เพื่อเชื่อมโยงนโยบาย ความต้องการของผู้ใช้ระบบราง งานวิจัย เทคโนโลยี กำลังคน และภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การใช้งานจริงอย่างเป็นระบบ

แนวนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศ พ.ศ. 2571–2575 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นกรอบสำคัญในการเชื่อมโยงการวิจัยและพัฒนา การพัฒนากำลังคน การถ่ายทอดเทคโนโลยี มาตรฐานและการทดสอบ ตลอดจนการสร้างฐานอุตสาหกรรมระบบรางภายในประเทศ เนื่องจากการพัฒนาระบบรางเป็นภารกิจระยะยาว ตั้งแต่การวิจัย ทดสอบ รับรองมาตรฐาน จนถึงการผลิตและใช้งานจริง

การมีกรอบยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนจึงช่วยให้การดำเนินงานสามารถต่อเนื่องและต่อยอดกันได้ในระยะยาว เพื่อให้องค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และการลงทุนที่เกิดขึ้นนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างยั่งยืน โดย สทร. ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงและสนับสนุนการขับเคลื่อนงานตามยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศ รวมถึงการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกที่มีโครงการสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ เพื่อให้ทรัพยากรถูกนำไปใช้ตอบโจทย์การพัฒนาระบบรางของประเทศอย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด

นายสิริพงศ์ ยังเน้นย้ำการพัฒนางานวิจัยในลักษณะ Demand Driven โดยนำความต้องการและปัญหาจากผู้ใช้งานจริงมาเป็นโจทย์ เชื่อมโยงกับภาควิจัยและภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้งานวิจัยสามารถต่อยอดจากองค์ความรู้หรือต้นแบบไปสู่การทดสอบ รับรองมาตรฐาน การผลิต และการใช้งานจริง รวมถึงพัฒนาเป็นเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ระบบรางของไทยที่มีศักยภาพในอนาคต

สำหรับเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ ได้เสนอให้ สทร. พิจารณาศึกษาความเป็นไปได้และระดับความพร้อมของ รถจักรหรือยานพาหนะระบบรางพลังงานแบตเตอรี่ไฟฟ้า (EV Battery) รวมถึง ยานพาหนะสองระบบ (Dual Mode Vehicle: DMV) สำหรับการเชื่อมต่อการเดินทางและระบบ Feeder โดยคำนึงถึงความเหมาะสมด้านวิศวกรรม ความปลอดภัย ความคุ้มค่า และการใช้งานจริงในบริบทของประเทศไทย

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ นำเสนอความพร้อมของมหาวิทยาลัยทั้งด้านบุคลากร งานวิจัย นวัตกรรม ห้องปฏิบัติการ และเครือข่ายภาคอุตสาหกรรม โดยมีผลงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การพัฒนาระบบรถรางไฟฟ้าไร้คนขับ (Automated People Mover: APM) ที่ใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ รวมถึงการพัฒนากำลังคนด้านระบบขนส่งทางรางและยานยนต์สมัยใหม่กว่า 2,000 คนในปีที่ผ่านมา

ขณะที่ ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง นำเสนอแนวทางความร่วมมือระหว่าง สทร. และ มจพ. โดย สทร. จะเชื่อมโยงทิศทางเชิงนโยบาย ความต้องการของผู้ให้บริการระบบราง และโจทย์จากภาคอุตสาหกรรม เข้ากับศักยภาพด้านนักวิจัย องค์ความรู้ทางวิศวกรรม ห้องปฏิบัติการ และเครือข่ายอุตสาหกรรมของ มจพ. เพื่อให้งานวิจัยและเทคโนโลยีตอบโจทย์ความต้องการของประเทศและนำไปใช้ได้จริง

ในระยะแรก ทั้งสองหน่วยงานจะมุ่งความร่วมมือ 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรและกำลังคนด้านวิศวกรรมระบบราง การรับและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการออกแบบยานพาหนะระบบราง และการยกระดับทักษะและมาตรฐานงานเชื่อมสำหรับอุตสาหกรรมระบบราง เพื่อรองรับการออกแบบ ผลิต ประกอบ ซ่อมบำรุง และพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

ความร่วมมือระหว่าง สทร. และ มจพ. จึงเป็นส่วนหนึ่งของการวางรากฐานขีดความสามารถด้านระบบรางของประเทศในระยะยาว โดยเชื่อมโยงนโยบาย งบประมาณ ความต้องการของผู้ใช้งาน งานวิจัย กำลังคน มาตรฐาน และภาคอุตสาหกรรมให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้การลงทุนด้านระบบรางสามารถต่อยอดเป็นองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และศักยภาพการผลิตของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับระบบรางไทยให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย พร้อมเพิ่มโอกาสให้บุคลากรและผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมระบบรางมากขึ้น เสริมศักยภาพในการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี และทำให้การลงทุนด้านระบบรางสร้างประโยชน์ต่อประชาชน เศรษฐกิจ และประเทศอย่างยั่งยืน