โจทย์สำคัญ CCS กับการทำความเข้าใจชุมชนในพื้นที่

Loading

กระแสการตื่นตัวเรื่องภาวะโลกร้อนได้กลายเป็นวาระสำคัญระดับโลกที่ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน โดยในส่วนของประเทศไทยได้มีความคืบหน้าสำคัญผ่านการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อใช้เป็นกฎหมายหลัก ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรม และขับเคลื่อนเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero)

สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของการกักเก็บคาร์บอนในอ่าวไทยโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัท ปตท.สผ. ร่วมกับหน่วยงานจากประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ JOGMEC และ INPEX ดำเนินการศึกษาเพื่อประเมินศักยภาพการกักเก็บ CO₂ และวางรากฐานสู่การพัฒนาเป็น Eastern CCS Hub ในอนาคต ซึ่งการศึกษาโครงการ CCS พื้นที่อ่าวไทยตอนบนเกี่ยวข้องกับการลงทุน การจ้างงาน และเศรษฐกิจของประเทศในพื้นที่ EEC ด้วย

อย่างไรก็ดี เรื่องของความกังวลต่อความปลอดภัย เช่น คาร์บอนจะรั่วไหลหรือไม่จะส่งผลต่อทะเลหรือระบบนิเวศหรือไม่ จะกระทบวิถีชีวิตด้านการประมง ด้านการท่องเที่ยวหรือไม่ เป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญคู่ขนานกันไปกับการลงทุนในเทคโนโลยีนี้ เพราะจะมีส่วนช่วยให้โครงการมีการศึกษาที่รอบด้านและมีความยั่งยืนมากขึ้น โครงการ CCS จึงต้องอาศัยการบูรณาการของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีกลไกรองรับทั้งกฎหมาย ภาษี และมาตรการสนับสนุน

อีกทั้งยังต้องนำประสบการณ์จากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการผลักดัน CCS เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาและดำเนินโครงการ ทางบริษัท ปตท.สผ. ซึ่งมีส่วนร่วมกับการผลักดันโครงการ CCS ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ได้ศึกษาจาก TomakomaiCCS Demonstration Project ซึ่งเป็นโครงการสาธิตการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบครบวงจรแห่งแรกของญี่ปุ่นโดยชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ยากที่สุดของโครงการไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือการได้รับแรงสนับสนุน การสร้างความเข้าใจให้ชุมชนที่โครงการตั้งอยู่ ซึ่งแนวทางของญี่ปุ่นได้เปิดให้ประชาชนมาศึกษาดูงานในพื้นที่จริงก่อนมีการติดตั้งอุปกรณ์เครื่องจักร และทุกๆ ปีจะมีการติดตามสื่อสารกับคนในพื้นที่เปิดเผยข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ศาลากลางจังหวัด 

โดยปัจจุบันมีการมอนิเตอร์ใน 4 เรื่องด้วยกัน คือ 1) ติดตามดูอุณหภูมิที่เหมาะสม 2) ความดัน ของก๊าซ CO₂ ที่ฉีดอัดเข้าระบบกักเก็บแล้ว 3) ความสั่นสะเทือนจากเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น แผ่นดินไหว 4) ติดตามว่ามี CO₂ รั่วไหลหรือไม่ โดยวัดค่าความหนาแน่นของ CO₂ รอบ ๆ บริเวณที่รั่วไหล 

ดังนั้น การพัฒนาโครงการ CCS ของประเทศไทยจึงควรนำประสบการณ์และแนวทางการดำเนินงานจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศโดยเฉพาะแนวทางจากประเทศญี่ปุ่นที่ได้ดำเนินโครงการสาธิตและสั่งสมองค์ความรู้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านเทคโนโลยี การกำกับดูแล และการมีส่วนร่วมของชุมชนสำหรับโจทย์ที่สำคัญของการพัฒนาโครงการ CCS ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบนคือเทคโนโลยีที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมจะต้องดำเนินการคู่ขนานไปพร้อมกับความไว้วางใจระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชนในพื้นที่ หากทุกฝ่ายสามารถร่วมกันสร้างความเข้าใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่โปร่งใสและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง CCS จะไม่เป็นเพียงเครื่องมือจัดการคาร์บอน แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่เติบโตไปพร้อมกับสังคมและชุมชนไทยอย่างยั่งยืน