“ไทยออยล์”ชี้โควิดสายพันธุ์เดลตากดดันราคาน้ำมันสัปดาห์นี้ลดลง

ผู้ชมทั้งหมด 547 

“ไทยออยล์” ประเมินราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้มีแนวโน้มปรับลดลง หลังอุปสงค์ได้รับแรงกดดันจากการแพร่ระบาดระลอกใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้มีแนวโน้มปรับลด หลังอุปสงค์ได้รับแรงกดดันจากการแพร่ระบาดระลอกใหม่ (9 – 13 ส.ค. 64) โดยคาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 67 – 72 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 69 – 74 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

โดยปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้นั้นมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตายังคงรุนแรงในหลายประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และจีน ซึ่งล่าสุด จีนพบผู้ติดเชื้อรายใหม่สายพันธุ์เดลตากระจายไปกว่า 20 เมือง มากกว่า 12 มณฑล ทั่วประเทศ ส่งผลให้ต้องกลับมาบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดอีกครั้ง

ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังกังวลว่าการแพร่ระบาดอาจเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นประชากรที่ยังไม่ได้รับหรือปฎิเสธการฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตามสหรัฐฯคาดว่าจะไม่บังคับใช้มาตรการล็อคดาวน์ เพราะกังวลผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 โดยรวมอยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม ออสเตรเลีย ยังคงเพิ่มสูงขึ้น ทำให้แต่ละประเทศยังคงประกาศใช้มาตรการล็อคดาวน์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณความต้องการใช้น้ำมันในปัจจุบัน

ตัวเลขทางเศรษฐกิจจีน-สหรัฐฯกดดันราคาน้ำมันดิบ

ขณะที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุดของจีนและสหรัฐฯกดดันราคาน้ำมันดิบ โดยดัชนีภาคการผลิต (Caixin/Markit PMI) เดือน ก.ค. 64 ปรับลดลงอยู่ที่ระดับ 50.3 เมื่อเทียบกับ 51.3 ในเดือน มิ.ย. 64 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 63 หลังราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น และปริมาณการส่งออกที่ลดลง จากความต้องการบริโภคในภูมิภาคได้รับผลกระทบ จากการแพร่ระบาดระลอกใหม่

สำหรับดัชนีภาคผลิตสหรัฐฯ (ISM Manufacturing Index) ในเดือน ก.ค. 64 ปรับลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 59.5 เมื่อเทียบกับ 60.6 ในเดือน มิ.ย. 64 อย่างไรก็ตามดัชนีดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่มากกว่า 50 นั่นคือภาคการผลิตยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง หลังประชากรสหรัฐฯ ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในระดับสูง ทำให้ภาคการผลิตตอบรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐฯ ในเดือน ก.ค. 64 ที่เพิ่มขึ้น 330,000 ตำแหน่ง

ส่วนปริมาณการผลิตของกลุ่มโอเปกเดือน ก.ค. 64 เพิ่มขึ้นราว 0.61 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดือน มิ.ย. 64 แตะระดับ 26.72 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงการผลิต โดยความร่วมมือในการปรับลดกำลังการผลิตในเดือน ก.ค. 64 อยู่ที่ระดับ 115% ปรับลดลงเล็กน้อยจากระดับ 118% ในเดือน มิ.ย. 64

สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ณ สัปดาห์สิ้นสุด 30 ก.ค. 64 ปรับเพิ่มขึ้น 3.6 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 439.2 ล้านบาร์เรล สวนทางกับนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่าจะลดลง 3.1 ล้านบาร์เรล หลังความต้องการใช้น้ำมันในสหรัฐฯ เริ่มทรงตัว สอดคล้องกับกำลังการผลิตของโรงกลั่นสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 0.2%

ขณะที่นายอิบราฮิม ไรซี ประธานาธิบดีคนใหม่ของอิหร่าน เปิดเผยหลังชนะการรับรองให้เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการว่า รัฐบาลของเขาจะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของชาวอิหร่านดีขึ้น โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าหากสหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่าน จะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบจากอิหร่านกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง

ส่วนความต้องการใช้น้ำมันในอินเดียฟื้นตัวหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย โดยความต้องการใช้น้ำมันเบนซินอินเดียเดือน ก.ค. 64 ปรับเพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย. 64 แตะระดับ 76,500 ตัน ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าก่อนเกิดการแพร่ระบาด

อย่างไรก็ตามความต้องการใช้น้ำมันดีเซลปรับลดลง 3.5% ในเดือน ก.ค. 64 เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย. 64 เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ โดยบริษัท India Oil Corp. คาดว่าปริมาณความต้องการใช้น้ำมันดีเซลจะกลับสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดภายในเดือน พ.ย. 64

เศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีผู้บริโภคจีนและสหรัฐฯ เดือน ก.ค. 64 จีดีพีอังกฤษและสหภาพยุโรปไตรมาส 2/64  ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมสหภาพยุโรปเดือน มิ.ย. 64