![]()
กทท. รุกแก้จราจรแหลมฉบัง เริ่มเห็นผลชัด! เปิดใช้พื้นที่ 127 ไร่ เพิ่มประสิทธิภาพระบายรถบรรทุก ลดเวลารอหน้าท่า บูรณาการรัฐ–เอกชน เปิดพื้นที่พักรถ ส่งข้อมูลขนส่งล่วงหน้า เสริมมาตรการจัดการจราจรเชิงรุก เผยสถิติท่า B5,C3 แนวโน้มเวลารอคอยลดลง

นายวีรชาติ พุทธรักษา รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง เปิดเผยว่า ท่าเรือแหลมฉบังเดินหน้าแก้ไขปัญหาการจราจรภายในท่าเรืออย่างจริงจัง โดยปรับรูปแบบการบริหารจัดการจราจรให้เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ตั้งแต่การวางแผนรองรับปริมาณรถบรรทุก การจัดสรรพื้นที่พักรถและพื้นที่ปฏิบัติงานไปจนถึงการประสานข้อมูลกับผู้ประกอบการท่าเทียบเรือและผู้ประกอบการขนส่ง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการรถบรรทุกได้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ซึ่งผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ ปัญหาการจราจรภายในท่าเรือแหลมฉบังมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งปริมาณรถบรรทุกที่เข้ามาใช้บริการในช่วงเวลาเดียวกัน กำหนดการเข้าเทียบท่าของเรือสินค้าและกระบวนการรับส่งตู้สินค้าของแต่ละท่าเทียบเรือ โดยเฉพาะในช่วงที่มีปริมาณการขนส่งหนาแน่น กทท. จึงร่วมกับผู้ประกอบการท่าเทียบเรือและผู้ประกอบการขนส่ง ปรับแนวทางการบริหารจัดการร่วมกันทั้งระบบ โดยมุ่งเน้น 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการพื้นที่ การบริหารข้อมูลล่วงหน้า และการประสานงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การใช้พื้นที่และการจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างเหมาะสม พร้อมเพิ่มความสามารถในการรองรับรถบรรทุกในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้บริการสูง
นายวีรชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า “มาตรการสำคัญ การได้เปิดใช้พื้นที่สนับสนุนการจัดการจราจร รวม 127 ไร่ ประกอบด้วย ลานอเนกประสงค์ชั่วคราว 70 ไร่ พื้นที่โซน 3.1 จำนวน 22 ไร่ ซึ่งเป็นจุดพักรถบรรทุก (Buffer Zone) แห่งใหม่บริเวณหน้าท่าเทียบเรือ C0 และพื้นที่ลานดินไอเบล 35 ไร่ สำหรับจัดเก็บและบริหารคิวรถก่อนเข้าสู่ท่าเทียบเรือ พร้อมจัดสรรพื้นที่ลานวางตู้สินค้า (Yard) และพื้นที่ Depot รองรับการปฏิบัติงานในช่วงที่มีปริมาณรถหนาแน่น ช่วยกระจายรถบรรทุกและเพิ่มความคล่องตัวในการเข้าใช้บริการท่าเทียบเรือ

ขณะเดียวกัน ได้เพิ่มมาตรการตอบสนองเชิงรุกเมื่อเกิดการจราจรสะสม โดยจัดทีมเจ้าหน้าที่ท่าเรือแหลมฉบังลงพื้นที่ประสานงานและอำนวยความสะดวก เปิดเส้นทางให้รถหมุนเวียน เร่งระบายรถบรรทุกตู้สินค้าขาออก (Export) และขาเข้า (Import) จัดพื้นที่รองรับการลงตู้สินค้ากรณีฉุกเฉิน ติดตามสถานการณ์ผ่านกล้อง CCTV แบบ Real-time และประสานเปิดช่องตรวจศุลกากรให้ครบทุกช่อง พร้อมรายงานสถานการณ์ต่อผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตัดสินใจและสั่งการได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที
นอกจากนี้ ยังประสานผู้ประกอบการท่าเทียบเรือและผู้ประกอบการขนส่งในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกำหนดการเข้าเทียบท่าของเรือสินค้าล่วงหน้า เพื่อให้สามารถปรับแผนการรับส่งตู้สินค้าได้อย่างเหมาะสม พร้อมขอความร่วมมือเจ้าของสินค้ารายใหญ่ กระจายการรับตู้สินค้าไปยังช่วงเวลาที่มีปริมาณรถน้อย (Off-peak) ระหว่างเวลา 00.01–09.00 น. รวมถึงการจัดกลุ่มตู้สินค้าและเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า เพื่อลดขั้นตอนการเคลื่อนย้ายและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภายในท่าเทียบเรือ”
สำหรับผลการดำเนินงานในพื้นที่ท่าเทียบเรือ B5 และ C3 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยมีปัญหาการจราจรสะสมหนาแน่น จากรายงานเปรียบเทียบสถิติระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2569 พบว่าสัดส่วนรถบรรทุกที่ใช้เวลารอคอยไม่เกิน 1 ชั่วโมงเพิ่มขึ้น ขณะที่สัดส่วนรถที่ใช้เวลารอคอยนานกว่า 3 ชั่วโมงมีแนวโน้มลดลง สะท้อนให้เห็นถึงผล
ของการกระจายช่วงเวลาเข้าใช้บริการ การเพิ่มพื้นที่รองรับ และความร่วมมือระหว่างท่าเรือกับผู้ประกอบการ อีกทั้งท่าเรือแหลมฉบังยังได้ขยายผลการดำเนินงานไปยังพื้นที่ท่าเทียบเรือเอกชนอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มเกิดความหนาแน่น เพื่อช่วยบรรเทาและลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนส่งได้อย่างครอบคลุม
นอกเหนือจากการบริหารจัดการจราจรแล้ว กทท. ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ใช้เส้นทาง โดยเฉพาะถนนภายในท่าเรือแหลมฉบังซึ่งมีอายุการใช้งานมากว่า 30 ปี และเกิดการชำรุดเสียหายจากฝนที่ตกหนักในช่วงที่ผ่านมา ท่าเรือแหลมฉบังได้ลงสำรวจพื้นที่และเตรียมการซ่อมแซมให้กลับมาอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานโดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยของรถบรรทุกที่สัญจรภายในพื้นที่ และรองรับการขนส่งสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง
“กทท. จะติดตามและประเมินผลการจราจรเป็นรายเดือน พร้อมนำข้อมูลและข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการมาปรับปรุงการบริหารจัดการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ สามารถรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการได้ดียิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและความคล่องตัวในการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือแหลมฉบังต่อไป” นายวีรชาติฯ กล่าว