กลุ่ม ปตท. กาง 8 แผนบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

Loading

กลุ่ม ปตท. งัด 8 แผน บริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงานช่วงภาวะวิกฤต รับมือความไม่สงบในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นภาระสภาพคล่องเพิ่มกว่า 2.3 แสนล้านบาท ดูแลความมั่นคงพลังงานไม่ให้ขาดแคลน ยันไม่ผลักภาระต้นทุนทางการเงินสู่ผู้บริโภค 

จากสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป รวมทั้งสินค้าอื่นๆ ทั่วทุกภูมิภาคในทั่วโลกนั้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทางพลังงานของประเทศ ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการบริหารจัดการให้ประเทศได้เข้าถึง พลังงานได้อย่างเพียงพอและเป็นธรรม

นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งต่อ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยระบุว่า ปตท. ขอเรียนชี้แจงถึงมาตรการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อห่วงโซ่พลังงาน รวมทั้งการให้ ความร่วมมือดำเนินการตามนโยบายของภาครัฐ มายังสาธารณชนเพื่อทราบข้อเท็จจริง ดังนี้

1. การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM)

จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้การขนส่งพลังงานในเส้นทางดังกล่าวหยุดชะงัก ก่อให้เกิดความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกอย่างรุนแรง ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ การจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินการติดตามและประเมินผลกระทบ ตลอดจนการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้งการจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพตลอด Supply chain

ปตท. จึงได้จัดตั้งศูนย์ PTT Incident Command System : PTT ICS และจัดให้มีการประชุมบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินทุกวันอย่างต่อเนื่องรวมทั้งหมดกว่า 37 ครั้งจนถึงปัจจุบันและยังคงดำเนินการต่อไป จากสถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลาย

2. ระบบการจัดหาน้ำมันดิบ  

ปตท. บริหารจัดการและกระจายความเสี่ยงในการจัดหาน้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่งทั่วโลก ลดการพึ่งพาแหล่งตะวันออกกลาง โดยมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศ แอฟริกาตะวันตก ลาตินอเมริกา และมาเลเซีย ผ่านโครงการ P1 และเครือข่ายของ PTT Trading ทดแทนน้ำมันดิบที่ไม่สามารถจัดหาได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรวมถึงเรือที่ติดค้างอยู่ภายในช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. สามารถดำเนินการผลิตได้เต็มกำลังและสามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปทุกประเภทได้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ แม้ว่าค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ปรับเพิ่มขึ้น

รวมถึงการงดการส่งออกตามนโยบายของภาครัฐ โดยได้จัดหาและนำเข้าน้ำมันดิบให้กับโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2569 กว่า 70 เที่ยวเรือ โดยจัดหามาจากตะวันออกกลางประมาณร้อยละ 30 และจากภูมิภาคอื่นๆ ร้อยละ 70 ซึ่งเรือมีระยะเวลาการเดินทางที่นานขึ้น จึงต้องจัดหาล่วงหน้าจาก 45-60 วัน เป็น 90 วัน 

ทั้งนี้ เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและช่องแคบกลับมาเปิดอาจเกิดภาวะอุปทานเกินความต้องการ ซึ่งอาจทำให้ต้องขายน้ำมันดิบส่วนเกินที่จัดหาเพิ่มเติมไว้ล่วงหน้า ในราคาที่เปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ตลาดโลกในเวลาต่อมา

3. ประสิทธิภาพของโรงกลั่น

ในช่วงที่ผ่านมา โรงกลั่นมีการลงทุนเพื่อเสริมความยืดหยุ่นและความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งเป็นการลงทุนล่วงหน้ากว่า 110,000 ล้านบาท ในระหว่างปี 2564 ถึง 2568 ทำให้โรงกลั่นทั้ง 3 แห่งของกลุ่ม ปตท.สามารถปรับเปลี่ยนไปใช้น้ำมันดิบจากแหล่งอื่นได้ทันทีโดยไม่กระทบต่อปริมาณการผลิตและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และดำเนินการกลั่นอย่างเต็มกำลังของโรงกลั่น โดยในช่วงภาวะวิกฤตที่ผ่านมากลุ่ม ปตท. เดินเครื่องโรงกลั่นเฉลี่ยกว่าร้อยละ 105 แม้ว่าโรงกลั่นในภูมิภาคจะลดกำลังการกลั่น เนื่องจากประสบปัญหาในการจัดหาน้ำมันดิบและมีความเสี่ยงด้านราคาสูงขึ้น

พร้อมกันนี้ โรงกลั่นน้ำมันในกลุ่ม ปตท.ยังคงดำเนินการเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดีเซลให้มากขึ้น เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการในประเทศ ซึ่งทำให้ปริมาณผลิตของน้ำมันสำเร็จรูปชนิดอื่น เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันอากาศยาน  น้ำมันเตา เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปมีแนวโน้มลดลงจากราคาที่เพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้ทุกโรงกลั่น จำเป็นต้องบริหารจัดเก็บสินค้าคงคลังของผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป อื่นๆ ที่เกินความต้องการในประเทศรวมถึงรับภาระค่าใช้จ่ายดำเนินการต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น

4. การสำรองและบริหารสินค้าคงคลัง

ปัจจุบันโรงกลั่นกลุ่ม ปตท. มีสินค้าคงคลังน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบพร้อมใช้สำหรับผลิตสูงกว่าปริมาณสำรองตามกฎหมายของน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบ โดยช่วงที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีในภูมิภาคตะวันออกกลางเริ่มขึ้น ความต้องการน้ำมันดีเซลของประเทศสูงขึ้นจากระดับปกติที่ประมาณ 70 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 80 – 90 ล้านลิตรต่อวัน ทำให้โรงกลั่นต้องดำเนินการกลั่นอย่างเต็มกำลังของโรงกลั่นตามนโยบายของภาครัฐ เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ

รวมถึงดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำมันหน้าสถานีบริการขาดแคลนในช่วงแรกของวิกฤต แม้ว่าช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ความต้องการน้ำมันในประเทศยังคงแกว่งตัวสูงในระดับประมาณ 30 – 90 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ยังคงดำเนินการผลิตเต็มที่ ภายใต้ข้อจำกัดการแกว่งตัวของความต้องการรายวันของลูกค้าและความสามารถในการจัดเก็บน้ำมันคงคลังที่มีอยู่ เพื่อให้ปริมาณน้ำมันดีเซลเพียงพอกับความต้องการในประเทศ

5. การกำหนดราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปให้ลูกค้ากลุ่มต่างๆ ในช่วงสถานการณ์วิกฤติฯ

กลุ่ม ปตท. จำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปให้ Jobber ประจำในราคาขายเท่าราคาหน้าสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ (ไม่รวมภาษีเทศบาล) เพื่อให้สามารถนำมันสำเร็จรูปไปจำหน่ายต่อประชาชน และลูกค้าปลายทาง(ภาคขนส่ง ภาคเกษตรกรรมและอื่นๆ) ทั่วประเทศภายใต้ระบบการขนส่งและจัดจ าหน่ายของลูกค้าเอง(Customer Logistics System) อย่างทั่วถึง

6. การบริหารจัดการทางการเงิน

การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและการดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดซื้อน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นที่ไกลขึ้น มีระยะเวลาขนส่งทางเรือนานขึ้น ส่งผลให้กลุ่ม ปตท. ต้องสำรองสภาพคล่องส่วนเพิ่มจากเงินกู้ธนาคารและมีภาระต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยประกอบด้วย

หลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท

เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท

• เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท

รวมภาระสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นกว่า 230,000 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นถึงกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 7,000 ล้านบาทต่อปี ต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการลดความเสี่ยงของประเทศเพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน

7. การดำเนินงานและการรายงานข้อมูลอย่างโปร่งใสของกลุ่ม ปตท.

กลุ่ม ปตท. ยืนยันว่าไม่มีการกักตุนน้ำมันสำเร็จรูปในช่วงที่ความต้องการในประเทศอยู่ในระดับสูงโดยได้ดำเนินการผลิตและกระจายน้ำมันอย่างเต็มกำลัง พร้อมบริหารจัดการ Supply Chain อย่างโปร่งใสเพื่อให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง และสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย พร้อมทั้งดำเนินการเปิดเผยข้อมูลปริมาณน้ำมันในระบบตลอด Supply Chain ตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบ การผลิตของโรงกลั่น การขนส่งและการกระจายน้ำมัน ไปจนถึงการจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปผ่านเว็บไซต์ของปตท. เพื่อให้เกิดความโปร่งใส นอกจากนี้ มีการรายงานแผนและปริมาณการจัดหาและจัดจำหน่ายต่อหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง อาทิ ปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน ข้อมูลการนำเข้าและส่งออกน้ำมัน ต้นทุนและราคาขาย ปริมาณและสถานที่เก็บน้ำมันที่นำเข้า ซื้อ กลั่น ผลิตได้มา จำหน่ายและที่เหลืออยู่ และปริมาณน้ำมันคงคลังแต่ละชนิด รวมถึงดำเนินการชำระภาษีสรรพสามิตโดยครบถ้วน

8. การกำกับดูแลกิจการ

กลุ่ม ปตท. ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการด าเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส โดยในระหว่างที่เกิดสถานการณ์วิกฤตข้างต้น บริษัทในกลุ่ม ปตท. ทุกแห่งได้ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและการสำรองพลังงาน ส่งผลให้ประเทศผ่านพ้นช่วงวิกฤตมาได้ด้วยดี อย่างไรก็ตามเพื่อให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Way of Conduct) และยกระดับความเชื่อมั่นต่อสาธารณชน

ปตท. ในฐานะบริษัทแม่ จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบกระบวนการดำเนินงานโรงกลั่นและการค้าน้ำมันของบริษัทในกลุ่ม ปตท.” เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบเชิงลึกตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบ กระบวนการผลิต การจัดเก็บ ไปจนถึงการจำหน่าย เพื่อยืนยันความถูกต้อง ประสิทธิภาพ และความสอดคล้องกับกฎหมายและนโยบายภาครัฐ พร้อมทั้งนำข้อตรวจพบมาปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความเป็นเลิศและโปร่งใสอย่างต่อเนื่องต่อไป