![]()
ขสมก. พลิกโฉมบริการ เตรียมรับมอบรถเมล์ EV ใหม่ 1,520 คัน ดีเดย์ มี.ค. 70 ปลดระวาง “รถร้อนครีมแดง” ส่วนเสฟ2 จำนวน 800 คัน วงเงินรวม 8,000 ล้านบาท รอรัฐบาลไฟเขียวงบปี 70 คาดเริ่มรับมอบรถได้ปี 71

นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวว่าการนำคณะสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้า สายการผลิต ณ บริษัท แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี จำกัด (AAB) อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรานั้น เพื่อติดตามความคืบหน้าการประกอบรถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานไฟฟ้า (รถเมล์ปรับอากาศ EV) ที่ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลให้จัดหารถเมล์ปรับอากาศ EV จำนวน 1,520 คันมาให้บริการทดแทนรถเมล์ร้อนสีครีม-แดง ขสมก. มีแผนทยอยปลดประจำการ
ทั้งนี้ ขสมก. มีแผนทยอยรับมอบรถเมล์ปรับอากาศ EV ก่อนจำนวน 500 คัน เพื่อนำมาวิ่งให้บริการในช่วงประมาณสิ้นเดือนมีนาคม 2570 หลังจากนั้นก็จะรับเพิ่มอีกจำนวน 520 คันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2570 โดยจะทยอยบรรจุเส้นทางเดินรถเมล์ 50 เส้นทาง จากจำนวน 107 เส้นทาง นอกจากนี้ ขสมก.ยังได้เตรียมปรับปรุงอู่รถเมล์ 12 แห่งทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อติดตั้งสถานีชาร์จ ซึ่งการชาร์จรถเมล์ปรับอากาศ EV ใช้เวลาชาร์จเพียง 3 ชั่วโมงต่อคัน สามารถวิ่งได้ 200 กิโลเมตร
“ภารกิจสูงสุดของ ขสมก. คือการให้บริการรถโดยสารประจำทางที่อำนวยความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยแก่ประชาชน การเปลี่ยนผ่านสู่รถโดยสารพลังงานไฟฟ้าในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซ่อมบำรุงให้กับองค์กรได้อย่างมหาศาลถึง 4,100 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” นายกิตติกานต์ กล่าว



นายกิตติกานต์ กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนมาให้บริการรถเมล์ปรับอากาศ EV นั้นเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า ขสมก. กำลังเตรียมความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านการจัดหารถโดยสารที่ได้มาตรฐานสากล การวางแผนเส้นทางเดินรถ การเตรียมสถานีอัดประจุไฟฟ้า และการพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการเดินทางแล้ว ยังเป็นการตอบสนองนโยบายระดับชาติในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างยั่งยืน
สำหรับโรงงานผลิตของ AAB มีศักยภาพการผลิตสูงสุดวันละ 15 คัน ขณะที่ ขสมก. ตั้งเป้าหมายอัตราการประกอบรถไว้ไม่ต่ำกว่า 12 คันต่อวัน ล่าสุดชิ้นส่วนประกอบรถ 6 เฟรมหลัก ได้ส่งจากท่าเรือถึงโรงงานแล้วจำนวน 40 คันเพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการผลิต ด้านการออกแบบตัวรถ ขสมก.ได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและรองรับคนทุกกลุ่ม (Universal Design) โดยติดตั้งแบตเตอรี่บนหลังคารถ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้างและช่วยป้องกันปัญหาน้ำท่วมขัง พร้อมประตูทางหนีไฟ 3 จุด ทั้งนี้ภายในระยะเวลาอันใกล้จะมีการนำรถโดยสารต้นแบบ 2 คัน ออกทดลองวิ่งจริงโดยพนักงานขับรถของ ขสมก. เพื่อทดสอบความปลอดภัย
ส่วนจำนวนผู้โดยสารในปัจจุบัน ขสมก. มียอดผู้โดยสารวันธรรมดาเฉลี่ย 550,000 ถึง 650,000 คนต่อวัน และวันหยุดประมาณ 300,000 ถึง 400,000 คนต่อวัน ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นจากการเปิดให้บริการ Line OA ที่ช่วยแจ้งข้อมูลตำแหน่งรถและระยะเวลาการรอรถให้ผู้โดยสารรับทราบได้อย่างสะดวก ทั้งนี้ หากได้รับรถเมล์ใหม่และทำการปรับปรุงเส้นทางเชื่อมโยง (Feeder) ขสมก. มีเป้าหมายจะปรับแผนเดินรถในวันหยุดเพื่อเพิ่มยอดผู้โดยสารให้สูงยิ่งขึ้นต่อไป
ด้านอัตราค่าโดยสาร จากเดิมรถครีมแดงเก็บ 8 บาทตลอดสาย เมื่อเปลี่ยนเป็นรถปรับอากาศ อัตราค่าโดยสารตามเกณฑ์กรมการขนส่งทางบกจะอยู่ที่ 15-25 บาท อย่างไรก็ตามรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กำลังพิจารณาแนวทางช่วยเหลือ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วม เพื่อไม่ให้ประชาชนแบกรับภาระมากเกินไป
เตรียมงบเฟส 2 อีกกว่า 8 พันล้านบาท คาดรับมอบปี 2571
นายกิตติกานต์ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการจัดหารถเมล์ปรับอากาศ EV เฟสที่ 2 ขสมก.เตรียมแผนพิจารณาจัดหารถเมล์ EV เฟส 2 อีก 800 คัน วงเงิน 8,000 ล้านบาท เพื่อบรรจุในงบประมาณปี 2570 ปัจจุบันอยู่ระหว่างรัฐสภาสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาบรรจุในเล่มงบประมาณ (เล่มขาวคาดแดง) คาดว่ากระบวนการในเฟส 2 จะรวดเร็วขึ้นเนื่องจากมีมาตรฐานอ้างอิงและขั้นตอนไม่ยุ่งยากเท่าเฟสแรก โดยคาดว่าจะเริ่มรับมอบรถเมล์ใหม่ของเฟสที่ 2 ได้ในช่วงปี 2571