นายกฯ ถก “ทูตฝรั่งเศส – WEF “ มุ่งหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ หนุนพลังงานสะอาด  

Loading

นายกฯ หารือ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ย้ำมิตรภาพไทย–ฝรั่งเศส เดินหน้าสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เสริมความมั่นคง นวัตกรรม และเศรษฐกิจแห่งอนาคต ผลักดันเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน หวังบรรลุเป้าหมายในแผนปฏิบัติการร่วมฯ ฉบับใหม่ พร้อมหารือ “กรรมการผู้จัดการ WEF ย้ำความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ดึงการลงทุนฝ่าความผันผวนโลก ควบคู่เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังนายฌ็อง โกลด ปวงเบิฟ (Jean – Claude Poimboeuf) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออำลาในโอกาสครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล วันนี้ (6 ก.ค. 2569)

โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปี 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส จากการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสของนายกรัฐมนตรี และการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมของทั้งสองประเทศ อีกทั้งยังได้มีการลงนามแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan) ฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 อันเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสสู่การเป็น หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership)

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปัจจุบันก้าวไกลกว่าความร่วมมือด้านการทูต การค้า และการลงทุน หากแต่เป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งเสริมสร้างความมั่นคง ความเข้มแข็ง และศักยภาพของทั้งสองประเทศในระยะยาว ครอบคลุมสาขาที่มีความสำคัญต่ออนาคต อาทิ นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งล้วนได้รับการบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการร่วมฉบับใหม่

ด้านเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส กล่าวถึงการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย โดยยืนยันว่าฝรั่งเศสพร้อมให้การสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ พร้อมชื่นชมความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการเร่งปรับปรุงกฎหมายและยกระดับมาตรฐานด้านต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของ OECD และแสดงความเชื่อมั่นว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ เพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในระยะยาว

“แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย – ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 2026 – 2028 เป็นกรอบกำหนดทิศทางความร่วมมือของทั้งสองประเทศในช่วง 3 ปีข้างหน้า เพื่อสานต่อการดำเนินงานตาม Roadmap และยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ โดยเพิ่มเติมสาขาความร่วมมือที่สอดคล้องกับบริบทโลกในปัจจุบัน อาทิ เศรษฐกิจหมุนเวียน นวัตกรรม เศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ตลอดจนประเด็นความร่วมมือใหม่ที่สนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนและเสริมสร้างศักยภาพของทั้งสองประเทศในอนาคต” นางสาวรัชดา กล่าว

ทั้งนี้ การหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความคุ้นเคยและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับฝรั่งเศส โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีในโอกาสที่เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสจะเกษียณอายุราชการ พร้อมชื่นชมบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่

นอกจากนี้  วันนี้ (6 ก.ค. 2569) ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายมารูน ไครูซ (Mr. Maroun Kairouz) กรรมการผู้จัดการ World Economic Forum (WEF) เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

โดย นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีที่ WEF มีบทบาทร่วมกับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมชื่นชมว่า WEF เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนมุมมองและความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และทุกภาคส่วนของโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความไม่แน่นอนสูง เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ

ด้านนายมารูน ไครูซ กรรมการผู้จัดการ WEF แสดงความยินดีในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่ง พร้อมชื่นชมประเทศไทยที่มีเสถียรภาพทางการเมืองและมีทิศทางการบริหารประเทศที่ชัดเจน ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ยังกล่าวชื่นชมแนวทางของรัฐบาลไทยในการบริหารเศรษฐกิจและรับมือกับความท้าทายของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมถือโอกาสเชิญนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุม WEF Annual Meeting 2027 ซึ่งจะจัดขึ้นในปีหน้า

ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มการพัฒนาในระยะต่อไป โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอน พร้อมชี้ว่าเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปประเทศควบคู่กับการเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ยกระดับธรรมาภิบาล และผลักดันประเทศไทยสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคตอันใกล้ เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

นายกรัฐมนตรี ยังย้ำว่า แม้การแข่งขันด้านการลงทุนในภูมิภาคจะทวีความเข้มข้น แต่ประเทศไทยมีจุดแข็งที่โดดเด่น คือ การเป็นฐานการผลิตอาหารที่สำคัญของโลก และเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอาหารโลก (Global Food Supply Chain) ซึ่งทำให้ไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานโลก

นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีศักยภาพจากที่ตั้งซึ่งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การเชื่อมโยง การลงทุน นวัตกรรม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาค โดยรัฐบาลเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thai–EU FTA) ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการเติบโตอย่างยั่งยืน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความยินดีที่จะรับฟังข้อเสนอแนะจาก WEF เกี่ยวกับรูปแบบการประชุมและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ประเทศไทยสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างสร้างสรรค์ ประเทศไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ของประชาคมโลก และยังมีบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านเวที WEF Annual Meeting 2027 เพื่อร่วมสร้างเศรษฐกิจโลกที่มีความยั่งยืน เข้มแข็ง และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น