นายกฯ แจงวุฒิสภา ย้ำกู้ 4 แสนล.จำเป็นต้องใช้รับมือวิกฤตพลังงาน

Loading

นายกฯ แถลงต่อวุฒิสภา เหตุวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งตะวันออกกลางกระทบราคาน้ำมัน-ค่าครองชีพ แหล่งเงินปกติไม่เพียงพอ จำเป็นต้องกู้ 4 แสนล้าน แบ่ง 2 แสนล้านช่วยประชาชน-ผู้ประกอบการ อีก 2 แสนล้านเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทน ย้ำเป็นทางเลือกสุดท้าย คุมเข้มการใช้เงินภายใต้กรอบวินัยการคลัง

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (31 สิงหาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมวุฒิสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงประกอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ต่อวุฒิสภา

โดยชี้แจงว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบแหล่งผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และเส้นทางขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้น้ำมันในตลาดโลกตึงตัวและราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเกือบร้อยละ 50 และยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระดับสูง จึงกระทบต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าและบริการ ค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชน

รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. เนื่องจากแหล่งเงินและเครื่องมือทางการคลังปกติไม่เพียงพอและไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยงบกลางปี 2569 วงเงิน 99,000 ล้านบาท ถูกใช้รองรับภารกิจเร่งด่วนหลายด้าน ขณะที่ยังมีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 140,000 ล้านบาท แม้รวมเงินทุนสำรองจ่าย 50,000 ล้านบาทก็ยังไม่เพียงพอ

ขณะเดียวกัน งบประมาณปี 2569 เบิกจ่ายแล้วประมาณร้อยละ 72 และยังต้องรองรับแผนงานช่วงที่เหลือของปี ส่วนวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเหลือประมาณ 17,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท จะเริ่มใช้ในเดือนตุลาคม 2569 จึงไม่ทันต่อสถานการณ์เร่งด่วน

แม้รัฐบาลได้ใช้มาตรการทางการคลังในรูปแบบต่าง ๆ แล้ว แต่ยังไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. เป็นเครื่องมือเร่งด่วน โดยมี 1 เป้าหมาย 2 วัตถุประสงค์ 3 แนวทาง เป้าหมายคือรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วัตถุประสงค์คือ

1) ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ

และ 2) ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลโดยเร็ว ผ่านการลดค่าครองชีพและต้นทุนอาชีพ สนับสนุนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตในประเทศ และพัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรมด้านพลังงาน

สำหรับวงเงินกู้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 200,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และอีก 200,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงพัฒนาทักษะและนวัตกรรมด้านพลังงาน โดยกระทรวงการคลังสามารถกู้เงินหรือออกตราสารหนี้โดยได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การกู้เงินครั้งนี้เป็นทางเลือกสุดท้าย หลังรัฐบาลพยายามบริหารแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ โดยการกู้ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะไม่เกินร้อยละ 70 พร้อมวางแผนการกู้และชำระหนี้อย่างเป็นระบบ เพื่อควบคุมต้นทุนและกระจายความเสี่ยง ทั้งนี้ โครงการที่จะใช้งบกู้ต้องผ่านการกลั่นกรอง โดยต้องตรงตามวัตถุประสงค์ มีความจำเป็นเร่งด่วน คุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณหรือแหล่งเงินอื่น และสามารถดำเนินการได้ทันที

วิกฤตด้านพลังงานเป็นวิกฤตการณ์ร้ายแรงและเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนมิอาจหลีกเลี่ยงได้ รัฐบาลจึงขอให้วุฒิสภาพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดฯ เพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับข้อคิดเห็น คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ และความห่วงใยที่สมาชิกวุฒิสภาได้อภิปรายและเสนอแนะตลอดระยะเวลาการประชุม รัฐบาลขอรับไว้ด้วยความขอบคุณ และจะนำไปพิจารณาประกอบการดำเนินงานต่อไป โดยยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายเงินกู้มากที่สุด และขอขอบคุณท่านให้โอกาสมานำเสนอร่างพระราชกำหนดในวันนี้