![]()
“พิพัฒน์” กางแผนคมนาคมยุคใหม่ 4 นโยบายเด่น มุ่งลดภาระค่าเดินทาง ลุยสางปัญหาเร่งด่วน ชูความคุ้มค่าด้านงบประมาณ ดันรถสาธารณะพลังงานสะอาด ยกระดับคุณภาพชีวิต – ความปลอดภัยประชาชน
วันนี้ (20 เมษายน 2569) เวลา 14.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ และนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ร่วมมอบนโยบายและทิศทางการทำงานของกระทรวงคมนาคม โดยมี นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงาน และประธานกรรมการหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัด เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมกระทรวงคมนาคม
นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า การดำเนินงานในระยะต่อไปจะสอดรับกับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เน้นย้ำเรื่อง “ความคุ้มค่าและลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น” โดยจะปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน หันมาให้ความสำคัญกับการซ่อมบำรุงโครงข่ายเส้นทางเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงสุดมากกว่าการทุ่มงบสร้างใหม่ รวมถึงตัดลดงบก่อสร้างอาคารที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการประหยัดพลังงานด้วยการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานรัฐ และเร่งสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อให้เป้าหมายดังกล่าวเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจ
ในการนี้ เพื่อให้การบริหารงานเกิดประสิทธิภาพและตอบสนองนโยบายได้สูงสุด จึงได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมทั้ง 3 ท่าน เข้ามาช่วยกำกับดูแลหน่วยงานต่าง ๆ และขยายงานให้ทั่วทุกภูมิภาค ดังนี้ นายสิริพงศ์ กำกับดูแลงานด้านคมนาคมทางบก ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ บริษัท ขนส่ง จำกัด และด้านคมนาคมทางราง ได้แก่ กรมการขนส่งทางราง บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) และกำกับดูแลพื้นที่ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ
นายภัทรพงศ์ กำกับดูแลงานด้านคมนาคมทางอากาศ ได้แก่ กรมท่าอากาศยาน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จํากัด สถาบันการบินพลเรือน บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด และกำกับดูแลพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ นายสรรเพชญ กำกับดูแลงานด้านคมนาคมทางน้ำ ได้แก่ กรมเจ้าท่า การท่าเรือแห่งประเทศไทย บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด และกำกับดูแลพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดภาคใต้ทั้งหมด
สำหรับ 4 นโยบายหลัก เพื่อประชาชนและเศรษฐกิจ เป็นเข็มทิศในการทำงานของกระทรวงคมนาคม ประกอบด้วย 1. ลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับความปลอดภัย มุ่งลดต้นทุนการเดินทางในชีวิตประจำวันของประชาชน ควบคู่ไปกับการจัดระเบียบและแก้ปัญหาจุดเสี่ยงบนท้องถนน โดยเฉพาะการเร่งสางปัญหาการก่อสร้างบนถนน เพื่อคืนพื้นผิวจราจรและสร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้รถใช้ถนน
2. กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรม เร่งเบิกจ่ายงบประมาณและดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดกระแสเงินสดหมุนเวียนในระบบ กระตุ้นภาคอุตสาหกรรมและการจ้างงาน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม โดยเร่งรัดโครงการ Quick Win 39 โครงการ เป็นลำดับแรก
3. เปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งพลังงานสะอาด (Green Transport) ส่งเสริมการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนในระบบขนส่งสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง และเป็นกำลังสำคัญในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน
4. วางรากฐานอนาคตและเปิดทางเอกชนร่วมลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมให้พร้อมรองรับอนาคต โดยจะสนับสนุนให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชน (Public Private Partnership: PPP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ ส่งเสริมบรรยากาศการลงทุน และช่วยลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว
“นโยบายทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงคมนาคม พัฒนาระบบคมนาคมที่ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเพื่อเศรษฐกิจไทยที่เติบโตอย่างยั่งยืน” นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย