“ภัทรพงศ์” ดัน สบพ. สู่ World-Class Aviation แห่งภูมิภาค ผุดไอเดียตั้ง Business Unit

Loading

“ภัทรพงศ์” ดัน สบพ. สู่ World-Class Aviation แห่งภูมิภาค ผุดไอเดียตั้ง Business Unit เสริมความแข็งแกร่งองค์กรรองรับการสร้างรายได้ ขณะที่ สบพ. กางแผนยุทธศาสตร์ปี 70 ยกระดับศูนย์ฝึกการบินพลเรือนสู่ความทันสมัย พร้อมเปิดหลักสูตรใหม่นักบินซีเพลน กลางปี 70

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่ สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังเป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนา สบพ. ครบรอบ 65 ปี ว่า สบพ. เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาบุคลากรด้านการบิน และเป็นหัวใจหลักในการสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค (Aviation Hub) ซึ่งกระทรวงคมนาคมมีเป้าหมายยกระดับ สบพ. จากสถาบันการศึกษาด้านการบินสู่ World-Class Aviation Training Hub ที่ได้รับการยอมรับทั้งในภูมิภาค และระดับสากล เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า สบพ. ได้รับการรับรองมาตรฐาน TCAR PEL-Part 147 จาก สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย(กพท.) และ EASA Part-147 จากสหภาพยุโรป ถือเป็นความสำเร็จที่สะท้อนถึงมาตรฐานการฝึกอบรมของไทยในระดับสากล ซึ่งความสำเร็จนี้สอดคล้องกับการดำเนินงานของวบพ. ทั้งการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาบุคลากร ผลิตกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมการบินยุคใหม่ เสริมสร้างภาพลักษณ์ระดับนานาชาติ และขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน

อย่างไรก็ตามในระยะต่อไปคาดหวังให้ สบพ. ใช้จุดแข็งจากมาตรฐานระดับสากลดึงดูดผู้เรียนจากทั้งในและต่างประเทศ พร้อมพัฒนาหลักสูตรรองรับเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคต อาทิ Drone, Seaplane, eVTOL และ Cybersecurity ด้านการบิน รวมถึงเชื่อมโยงความร่วมมือกับสายการบินและศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) เพื่อผลิตบุคลากรที่ตรงกับความต้องการของตลาดอุตสาหกรรมการบิน

ทั้งนี้ สบพ.นับเป็นสถาบันอุดมศึกษาด้านการบินชั้นนำของไทย จึงอยากเห็นการพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และฝึกอบรมด้านการบินของภูมิภาค (Aviation Training Center) ที่รองรับผู้เรียนจากทั่วโลก ครอบคลุมทุกสาขาวิชาชีพด้านการบิน เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นแหล่งพัฒนาบุคลากรการบินชั้นนำของภูมิภาคและของโลก อีกทั้งผลักดันให้ สบพ. ศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง หน่วยธุรกิจ (Business Unit) เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรและศักยภาพที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างรายได้กลับคืนสู่องค์กร ลดการพึ่งพางบประมาณภาครัฐ และนำรายได้ไปพัฒนาคุณภาพการศึกษา บุคลากร และเทคโนโลยีการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง

“ผมอยากเห็น สบพ. เป็นทั้งศูนย์กลางการฝึกอบรมด้านการบินระดับนานาชาติ และเป็นองค์กรที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินไทย และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Aviation Hub ของภูมิภาคอย่างเต็มภาคภูมิ” นายภัทรพงศ์ กล่าว

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ตนยังเน้นย้ำให้ สบพ.เดินหน้าลงทุนพัฒนาหลักสูตร Seaplane เพื่อรองรับตลาด Seaplane ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้และเมืองรอง ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้เป็นผู้ที่มีกำลังซื้อสูงและมีประสิทธิภาพ (High-end) เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงระหว่างเกาะต่าง ๆ ได้

ขณะที่ความคืบหน้าโครงการลงทุนพัฒนาศูนย์ฝึกการบินที่หัวหิน ซึ่งจะพัฒนาให้เป็นอาคารศูนย์ฝึกแบบมัลติฟังก์ชั่นที่มีความพร้อมสมบูรณ์ ทั้งโครงสร้างอาคารและระบบต่างๆ นั้น เป็นไปตามกฎระเบียบและมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทุกประการ เมื่อแล้วเสร็จจะทำให้ สบพ.มีความพร้อมและศักยภาพในการรองรับนักศึกษาได้เพิ่มมากขึ้น และพร้อมที่จะยกระดับขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านการฝึกอบรมการบินของภูมิภาค เพื่อรองรับนักศึกษาและนักบินจากต่างประเทศที่จะเดินทางเข้ามาเรียนในอนาคต

นางสาววราภรณ์ เต็มแก้ว รองผู้ว่าการฝ่ายบริการ สบพ. รักษาการแทนผู้ว่าการสบพ. กล่าวว่า  สบพ.มีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทย ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมการเรียนการสอน พร้อมตั้งเป้าเปิดตัวหลักสูตรใหม่ด้านการบินและเตรียมความพร้อมด้านอาคารสถานที่และฝูงเครื่องบินฝึกเต็มพิกัด

โดยในส่วนของหลักสูตร Seaplane  นั้น ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมท่าอากาศยาน(ทย.), บริษัท วิทยุการบิน แห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาส่วนประกอบต่างๆ ของหลักสูตร เบื้องต้นจะเป็นหลักสูตรระยะสั้นออกแบบมาสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำการบิน หรือขับเคลื่อนยานพาหนะประเภทอื่นมาแล้ว มีระยะเวลาการอบรมไม่เกิน 15 เดือน เช่นเดียวกับหลักสูตรระยะสั้นทั่วไปที่ สบพ.ดำเนินการอยู่แล้ว เมื่อแล้วเสร็จจะสรุปโครงสร้างหลักสูตรและเตรียมขอการรับรองจาก กพท. โดยตั้งเป้าหมายจะเปิดรับผู้เข้าอบรมรุ่นแรกให้ได้ในช่วงกลางปี 70 โดยแต่ละรุ่นคาดว่าจะมีผู้เข้าอบรมรุ่นละประมาณ 15 ถึง 20 คน

นางสาววราภรณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาคารสถานที่ และศูนย์ฝึกบินแห่งใหม่ ปัจจุบันการก่อสร้างในเฟสที่ 1 ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักและฐานรากคืบหน้าไปแล้วกว่า 48% – 50% โดยแผนงานทั้งหมดจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 70 ในส่วนของเฟสที่ 2 สบพ. ได้ลงนามในสัญญาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเป็นการก่อสร้างโรงจอดและซ่อมบำรุงอากาศยาน (Hangar) เพื่อใช้ในการควบคุม ตรวจสอบ และดูแลรักษาความปลอดภัยของอากาศยานตามมาตรฐานรัฐบาล

โดยพื้นที่ของศูนย์ฝึกบินแห่งใหม่นี้ เมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์จะมีความทันสมัย มีห้องปฏิบัติการภาคทฤษฎี ห้องบรรยายสรุป (Briefing room) ห้องเครื่องจำลองการบิน (Flight Simulator) ที่ทันสมัย และสามารถรองรับเครื่องบินเข้าจอดและดูแลได้สูงสุดถึง 40 ลำ

นอกจากนี้ ในส่วนของกองซ่อมอากาศยาน  ของ สบพ. ซึ่งได้รับใบรับรองจาก กพท. เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันนอกจากจะทำหน้าที่ซ่อมบำรุงฝูงบินฝึกของสบพ.เองแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้เสริมด้วยการรับจอดและรับซ่อมบำรุงเครื่องบินขนาดเล็กประเภทเดียวกันจากสายการบินภายนอก (Airline) ที่เป็นลูกค้าประจำอีกด้วย โดยในอนาคตมีแผนจะพัฒนาขีดความสามารถของช่างซ่อมบำรุงให้ได้รับใบอนุญาต (License) เพิ่มเติมเพื่อขยายฐานธุรกิจต่อไป

ปัจจุบัน สบพ. มีฝูงเครื่องบินฝึกที่ใช้งานจริงจำนวน 14 ลำ โดยมีหลักสูตรหลัก คือ หลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี (Commercial Pilot License: CPL) ซึ่งใช้เวลาเรียนอย่างเข้มข้นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติตามกฎหมายของ กพท. และหลักสูตรนักบินส่วนบุคคล (Private Pilot License: PPL) โดยศักยภาพของอาคารสถานที่และหอประชุม  รวมถึงการปรับปรุงระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ (ATC) และส่วนงานต้อนรับ จะสามารถรองรับขีดความสามารถในการฝึกอบรมนักบินได้สูงสุดอยู่ที่ 125 ถึง 150 คนต่อปี

อย่างไรก็ตามเพื่อคงประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุดในการฝึกบิน สบพ. ได้จัดทำแผนงบประมาณผูกพันในการจัดหาเครื่องบินฝึกทดแทนเครื่องเดิมที่หมดอายุการใช้งาน โดยปีงบประมาณ 69 ขอจัดสรรงบประมาณ 122 ล้านบาท จัดซื้อเครื่องบินฝึกทดแทนจำนวน 4 ลำ และปีงบประมาณ 70 ขอจัดสรรงบประมาณอีก 122 ล้านบาท จัดซื้อเครื่องบินฝึกทดแทนเพิ่มอีก 4 ลำ โดยเฉลี่ยราคาเครื่องบินลำละประมาณกว่า 30 ล้านบาท ทั้งนี้เชื่อมั่นว่า การยกระดับทั้งในด้านหลักสูตรเทคโนโลยีการบินใหม่ๆ การจัดหาเครื่องบินฝึกที่ทันสมัย และการก่อสร้างศูนย์ฝึกบินที่ครบวงจรเสร็จสิ้นในปี 70 นี้ จะช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตบุคลากรด้านการบินที่มีคุณภาพในภูมิภาค และตอบรับการท่องเที่ยวเชิงการบินได้อย่างยั่งยืน