“รมช.สรรเพชญ” มอบนโยบาย กทท. 6 ด้าน เร่งโครงสร้างพื้นฐาน–เทคโนโลยี เชื่อมโยงโลจิสติกส์

Loading

“รมช.สรรเพชญ” มอบนโยบาย กทท. 6 ด้าน เร่งโครงสร้างพื้นฐาน–เทคโนโลยี เชื่อมโยงโลจิสติกส์ มุ่งสู่การเป็นท่าเรือสีเขียว เร่งแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ ท่าเรือแหลมฉบัง จัดหาพื้นที่รองรับรถบรรทุก Buffer Zoneลดความแออัดของการจราจรบนถนน

วันนี้ (30 เมษายน 2569) การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ให้การต้อนรับนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานตามที่ได้รับมอบหมายจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี พร้อมบูรณาการเชื่อมโยงโลจิสติกส์ มุ่งสู่การเป็นท่าเรือสีเขียวที่เติบโตเคียงคู่ชุมชน โดยมีว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. ผู้บริหาร พนักงาน กทท. ร่วมต้อนรับ ณ ห้องประชุมชั้น 19 อาคารที่ทำการ กทท.

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การท่าเรือฯ เป็นหน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่ง 1 ใน 4 นโยบายเร่งด่วนของกระทรวงคมนาคมคือมุ่งพัฒนาระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านคมนาคมเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต และที่ผ่านมาการท่าเรือฯ ได้พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวสู่การเป็นท่าเรือระดับสากลและศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำของภูมิภาค ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมและสามารถผลักดันภารกิจสำคัญให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมจึงขอมอบนโยบายในการดำเนินงาน 6 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย

1.โครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ มุ่งพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือให้รองรับปริมาณการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเร่งรัดโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โดยเฉพาะการหาข้อสรุปแนวทางดำเนินงานท่าเทียบเรือ F1 และ F2 ซึ่งกำหนดเป็นภารกิจเร่งด่วน รวมถึงการพัฒนาโครงการท่าเรืออัตโนมัติที่ท่าเรือกรุงเทพ การบริหารจัดการพื้นที่ลานวางตู้สินค้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการยกระดับศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในส่วนของท่าเรือภูมิภาค ให้ศึกษาความเหมาะสมในการพัฒนาท่าเรือระนอง เพื่อพัฒนาสู่ประตูการค้าหลักฝั่งทะเลอันดามัน เชื่อมโยงการขนส่งไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC และการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบบริหารจัดการและการให้บริการของท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนและท่าเรือเชียงของเพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

2. เชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์และการขนส่งทั้งระบบ เร่งเชื่อมโยงระบบการขนส่งของประเทศทั้งทางถนน ทางราง และทางน้ำ อย่างไร้รอยต่อ ผ่านการพัฒนาระบบ Multimodal และการปรับรูปแบบการขนส่ง (Shift Mode) พร้อมเร่งรัดโครงการเชื่อมต่อท่าเรือกรุงเทพกับทางพิเศษสายบางนา–อาจณรงค์ (S1) โดยเลือกรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและลดปัญหาจราจร รวมถึงผลักดันการพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) ในพื้นที่ที่ศึกษาไว้แล้วให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางราง โดยดำเนินการร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทยและเร่งการบริหารจัดการ SRTO ทั้งด้านระบบ เครื่องมือ และพื้นที่ เพื่อรองรับความต้องการขนส่งทางรางที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนวางแผนพัฒนาระบบรางให้สอดรับกับโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 อย่างเป็นระบบ

3. การบริหารจัดการท่าเรือด้วยเทคโนโลยี เร่งยกระดับการบริหารจัดการท่าเรือด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อก้าวสู่การเป็น Smart Port โดยผลักดันการพัฒนาระบบ PCS (Port Community System) ให้สามารถใช้งานได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับการปรับปรุงระบบ Truck Queue ให้มีเสถียรภาพและสะดวกต่อการใช้งาน

4. แก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่และการบูรณาการหน่วยงาน เร่งแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่ท่าเรือหลักทั้งท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือกรุงเทพ พร้อมนำเทคโนโลยีและเครื่องมือมาใช้ในการจำลองสถานการณ์จราจรและคิวรถบรรทุก (Truck Queue) เพื่อทดสอบมาตรการก่อนนำไปปฏิบัติจริง รวมถึงเร่งบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาโครงข่ายคมนาคมให้เชื่อมโยงกัน และจัดหาพื้นที่รองรับรถบรรทุก (Buffer Zone) เพื่อลดความแออัดของการจราจรบนถนนหลัก

5. การพัฒนาอย่างยั่งยืนและการอยู่ร่วมกับชุมชน กำหนดทิศทางการพัฒนาสู่การเป็น Green Port มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม พร้อมกับการใส่ใจดูแลชุมชนอย่างรอบด้านและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อให้การพัฒนาท่าเรือเกิดความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม

6. การรองรับความผันผวนและการยกระดับศักยภาพองค์กร มุ่งยกระดับศักยภาพองค์กรให้พร้อมรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงรองรับหลายสถานการณ์ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างมั่นคง

ในโอกาสนี้ กทท. ได้รายงานสรุปผลการดำเนินงานโครงการที่สำคัญของ กทท. ทั้ง 5 แห่ง พร้อมรายงานการขับเคลื่อนโครงการ Quick Win อาทิ การเร่งรัดก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 การเร่งแก้ไขปัญหาการจราจร รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง พร้อมนำคณะฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานภายในพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ

“การขับเคลื่อนภารกิจของการท่าเรือฯ มีความสำคัญต่อการเสริมศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีการค้าโลก การดำเนินงานจึงต้องมุ่งตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ทั้งการยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ การแก้ปัญหาด้านคมนาคมขนส่งและการจราจร โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ รวมถึงเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเชื่อมโยงระบบขนส่งอย่างไร้รอยต่อ พร้อมเดินหน้าพัฒนาท่าเรือสีเขียวและดูแลชุมชนโดยรอบ เพื่อให้การพัฒนาท่าเรือสามารถเติบโตไปกับเมืองและสังคมได้อย่างสมดุล” นายสรรเพชญ กล่าว

ด้านรักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า “การท่าเรือฯ รับนโยบายของกระทรวงคมนาคมและขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับการดำเนินงานและการให้บริการให้มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการและทิศทางเศรษฐกิจโลก พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพัฒนาท่าเรือเป็นไปอย่างสมดุลและยั่งยืน”