![]()
“สิริพงศ์” ลุยอุดรธานี เร่งยกระดับคมนาคมทางถนน – ราง แก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน รองรับมหกรรมพืชสวนโลก หนุนเศรษฐกิจภูมิภาค เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดอุดรธานี เพื่อยกระดับศักยภาพระบบคมนาคมขนส่งทางถนนและทางราง รองรับการเดินทางของประชาชน พร้อมด้วย นายธนชัย สินธุไพร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายคชศักดิ์ ศิริรัตน์มานะวงศ์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง นายเสริมศักดิ์ นัยนันท์ รองอธิบดีกรมทางหลวง นายอดิเทพ ตีระมาศวณิช วิศวกรใหญ่ (ด้านบำรุงรักษาทางและสะพาน) กรมทางหลวงชนบท ผู้แทนกรมการขนส่งทางบก และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ร่วมคณะ
โดยมีนายจักรพันธ์ จันทรภูมิ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต 6 หัวหน้าหน่วยงานในพื้นที่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนกว่า 500 คน ให้การต้อนรับ ณ ศาลหลักเมืองศรีธาตุ อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี


นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ลงพื้นที่เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการสำคัญ และรับฟังปัญหาความเดือดร้อนประชาชนชาวจังหวัดอุดรธานี เพื่อนำไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา บรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
จังหวัดอุดรธานีถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ มีโครงข่ายคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงหลายจังหวัดและประเทศเพื่อนบ้าน จึงได้ร่วมหารือกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนโครงการสำคัญด้านคมนาคมในพื้นที่ ในส่วนของโครงข่ายถนนได้รับฟังแนวทางการพัฒนาทางหลวง จากกรมทางหลวง โดยได้รายงานความคืบหน้าโครงการทางหลวงหมายเลข 2023 ตอน น้ำฆ้อง – ศรีธาตุ – วังสามหมอ (กม. ที่ 36+000 – 37+000) ขณะนี้มีความคืบหน้ากว่า 66% ขณะเดียวกันมีแผนพัฒนาเพิ่มไหล่ทางบนทางหลวงหมายเลข 227 2023 และ 2239 รวมทั้งเพิ่มช่องจราจรทางหลวงหมายเลข 2023 เพื่อรองรับปริมาณจราจรที่เพิ่มขึ้น
ในส่วนกรมทางหลวงชนบท มีแผนการพัฒนาโครงข่ายถนนในพื้นที่อำเภอวังสามหมอ อำเภอศรีธาตุ และอำเภอไชยวาน รวม 10 โครงการ วงเงินรวม 99.719 ล้านบาท ซึ่งมีโครงการสำคัญที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างสะพานข้ามลำห้วยยาง อำเภอวังสามหมอ ก่อสร้างเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ยาว 180 เมตร กว้าง 10 เมตร พร้อมถนนเชิงลาด 1.342 กิโลเมตร วงเงินงบประมาณ 64.67 ล้านบาท มีความคืบหน้า 79.26% เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมตัดขาดเส้นทางในฤดูฝน เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าเกษตร (อ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง) และยกระดับความปลอดภัยการเดินทางให้ประชาชน คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้ประชาชนใช้สัญจรได้ภายในปลายปีนี้



นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาเส้นทางคมนาคมและเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อรองรับงานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี ปี 2569 โดยก่อสร้างถนนสาย อด.3090 แยกทางหลวงหมายเลข 210 – บ้านบ่อน้ำ ฝั่งขวา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ปรับปรุงเป็นถนนลาดยาง 2 ช่องจราจร ระยะทาง 9.5 กิโลเมตร กว้าง 6 – 7 เมตร พร้อมไหล่ทางกว้างข้างละ 0 – 2.50 เมตร งบประมาณ 49 ล้านบาท ปัจจุบันคืบหน้าแล้วกว่า 98.68% เร็วกว่าแผน เพื่อเป็นเส้นทางเลียบคลองชลประทาน รองรับการเดินทาง เสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารงานด้านการขนส่งทางถนน และลดปัญหาการจราจรหนาแน่นในช่วงงานมหกรรมระดับนานาชาติ
จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพถนนทางหลวงหมายเลข 2239 ตอนศรีธาตุ – ไชยวาน พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชน เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในพื้นที่ โดยผู้นำชุมชนและประชาชนได้ร้องเรียนถึงปัญหาถนนคับแคบ ไม่มีไหล่ทาง และเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ส่งผลต่อความปลอดภัยและการขนส่งสินค้าเกษตร ซึ่งโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างรอเสนองบประมาณในปี 2571 จึงมอบหมายให้กรมทางหลวง ดำเนินการตามขั้นตอน โดยสั่งการให้การออกแบบและการก่อสร้างคำนึงถึงบริบทพื้นที่และวิถีชีวิตของชุมชนเป็นสำคัญ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน
ในโอกาสเดียวกัน ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดอุดรธานี แห่งที่ 1 เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการให้บริการด้านขนส่งสาธารณะ โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เน้นย้ำให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจความพร้อมของรถโดยสารและพนักงานขับรถ ทั้งการตรวจวัดแอลกอฮอล์และสารเสพติดก่อนปฏิบัติหน้าที่ พร้อมสั่งการให้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย การจัดระเบียบจราจรภายในสถานี และอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลและการเดินทางหนาแน่น รวมถึงมอบหมายให้สำนักงานขนส่งจังหวัดอุดรธานี ตรวจสอบผู้ประกอบการและเส้นทางรถโดยสาร (หมวด 3 และหมวด 4) ที่ไม่ได้วิ่งบริการ รวมถึงพิจารณาปรับปรุงและขยายเส้นทางให้ครอบคลุมและกว้างขวาง เพื่ออำนวยความสะดวก สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและการให้บริการแก่ผู้โดยสาร
นอกจากนี้ ได้เดินทางไปยังสถานีรถไฟอุดรธานี เพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน และการให้บริการประชาชน พร้อมทั้งติดตามความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงขอนแก่น – หนองคาย รวมทั้งการแก้ไขปัญหาการก่อสร้างในช่วงการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก ซึ่งทางจังหวัดได้ขอความร่วมมือให้งดการก่อสร้างชั่วคราว โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยจะปรับแผนการก่อสร้าง
พร้อมจัดเตรียมชานชาลาชั่วคราวและจุดผ่านทางเสมอระดับ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการจัดงาน ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก่อนดำเนินการในระยะต่อไป พร้อมกันนี้ได้หารือแนวทางจัดการพื้นที่ทับซ้อนกับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย – จีน ระยะที่ 2 (นครราชสีมา – หนองคาย) ได้แก่ การก่อสร้างสะพานกลับรถต่างระดับ (U-Turn Overpass Bridge) และการเชื่อมต่อทางเดินผู้โดยสารระหว่างระบบรถไฟ
โดยมอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการปรับแผนงานให้สอดคล้องกับกิจกรรมในพื้นที่ และบริหารจัดการผลกระทบต่อประชาชนอย่างใกล้ชิด รวมถึงสำรวจและลดจุดเสี่ยงบริเวณจุดตัดทางรถไฟ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตและการสัญจรของประชาชนน้อยที่สุด
สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงขอนแก่น – หนองคาย มีระยะทางรวม 167 กิโลเมตร วงเงิน 28,679 ล้านบาท ประกอบด้วย 14 สถานี และย่านกองเก็บตู้สินค้า (CY) 3 แห่ง ได้แก่ โนนพยอม หนองตะไก้ และนาทา คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2571 ข้อมูล ณ วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 มีความก้าวหน้าสะสมอยู่ที่ 9.591% ช้ากว่าแผน 2.683%
ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่และในสังกัดกระทรวงคมนาคม บูรณาการร่วมกับจังหวัด เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวก และพัฒนาในทุกมิติ ทั้งด้านการขนส่ง การปรับปรุงภูมิทัศน์ เพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพที่ดีในมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี ปี 2569 โดยกระทรวงคมนาคมจะเร่งขับเคลื่อนโครงการสำคัญในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีอย่างต่อเนื่องให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมให้มีประสิทธิภาพ ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต อันจะส่งผลให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน