![]()
“สิริพงศ์” ยกระดับความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนเป็นวาระแห่งชาติ สั่งขบ.คุมเข้มรับเปิดเทอม พร้อมเร่งรัดตรวจสภาพรถรับส่งนักเรียน 5,200 คันให้เสร็จใน 1 เดือน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่กรมการชขนส่งทางบก (ขบ.) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการประชุมเพื่อบูรณาการขับเคลื่อนนโยบายการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน โดยผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ความสำคัญ เรื่องชีวิต ทรัพย์สิน และความปลอดภัยบนท้องถนนของประชาชนชาวไทยทุกคน โดยเฉพาะเรื่องของรถรับส่งนักเรียน เนื่องจากช่วงนี้เปิดภาคเรียนแล้ว ดังนั้นกระทรวงคมนาคมจึงมีแนวทางดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดความเข้มข้นในการดำเนินการ


โดยเบื้องต้นกระทรวงคมนาคมจะเร่งดำเนินการตรวจสภาพรถ ทั้ง รถรับส่งนักเรียน และรถโดยสารที่ใช้ในการทัศนศึกษา โดยจะติดตามว่ารถคันไหนขาดการตรวจสภาพก็จะเร่งรัดให้ตรวจสภาพและแก้ไขให้ถูกต้องโดยเร็วที่สุด รวมถึงจะอำนวยความสะดวกให้กับโรงเรียนต่างๆ ก่อนที่จะไปทัศนศึกษา ให้ส่งข้อมูลและร้องขอขนส่งจังหวัดให้ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยตรวจสภาพรถเบื้องต้นที่โรงเรียน เช่น ลมยาง ประตูหนีไฟ หรืออุปกรณ์ในการทุบกระจกครบถ้วนหรือไม่ เป็นต้น แม้ว่ารถทุกคันจะได้รับการตรวจสภาพรถตามรอบอยู่แล้วก็ตาม แต่เพื่อเพิ่มความปลอดภัยก่อนเดินทางอีกครั้ง ซึ่งส่วนนี้ขบ.จะจัดสรรเบี้ยเลี้ยงให้กับผู้เชี่ยวชาญที่ออกไปตรวจสภาพรถนอกสสถานที่ด้วย
สำหรับมาตรการระยะสั้น ได้มอบหมายให้ ขบ.ดำเนินการให้ความรู้กับสถานศึกษา เช่น การอำนวยความสะดวกเรื่องการทำใบอนุญาตขับขี่ การอบรม การสร้างจิตสำนึกความปลอดภัยบนถนน ส่วนมาตรการระยะกลาง ให้ขบ.ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาหลักสูตรเรื่องวินัยและความปลอดภัยในการใช้ถนน รวมถึงพิจารณาต่อยอด “โครงการนักเรียนรุ่นใหม่มีใบขับขี่” เพื่อวางรากฐานด้านจิตสำนึกความปลอดภัยแก่กลุ่มนักเรียนนักศึกษา ณ สถานศึกษาต่าง ๆ และให้พิจารณาจัดการอบรมปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัยเพิ่มเติมแก่กลุ่มผู้ขับขี่รถสาธารณะ ทั้งรถโดยสารและรถบรรทุกด้วย
นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ตนยังมีแนวคิดในการนำรายได้จากเงินภาษีประจำปี (ป้ายวงกลม) บางส่วน ซึ่งโดยปกติ ขบ.ได้จัดเก็บและนำส่งให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กันไว้สำหรับนำไปใช้ในการดำเนินมาตรการปลอดภัยเกี่ยวกับรถรับส่งนักเรียนโดยเฉพาะ และแนวคิดในการกำหนดแผ่นป้ายทะเบียนเฉพาะสำหรับรถรับส่งนักเรียนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและเพื่อสร้างจุดสังเกตสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนคันอื่น ๆ ที่จะต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าใกล้ โดยได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความปลอดภัยในการเดินทางให้กับเด็กนักเรียนมากขึ้น
“ที่สำคัญมุ่งหวังให้เรื่องความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนเป็นวาระแห่งชาติ จึงมอบหมายให้ขบ.ไปทำแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไรที่จะขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม” นายสิริพงศ์ กล่าวและว่า ที่ผ่านมาพบว่าความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆที่นำรถที่ใช้รับส่งนักเรียน ทั้งของโรงเรียน และของของเอกชน ในการส่งข้อมูลมาให้ ขบ. เพื่อไปตรวจสภาพความปลอดภัยมีประมาณ 30% เท่านั้น จึงขอให้ทุกหน่วยงานไปเร่งรัดจัดการเรื่องตรวจสภาพความปลอดภัย และจะติดตามผลความคืบหน้าใน 1เดือนในวันที่ 19 มิ.ย.68
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีรถที่ลงทะเบียนเป็นรถรับส่งนักเรียนจำนวน 5,200 คัน ส่วนที่เหลือเป็นรถที่อาจไม่ได้ขึ้นทะเบียนโดยตรง แต่เป็นรถที่ใช้หลายวัตถุประสงค์ เช่น รถทัศนศึกษาไม่ได้มีจุดประสงค์ใช้เป็นรถรับส่งโดยตรง แต่ใช้ในโอกาสพิเศษต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้เราเน้นย้ำเรื่องคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยเป็นหลัก จึงหวังว่าในส่วนของจังหวัดต่างๆ จะเพิ่มมาตรการที่เป้นการแสดงสัญลักษณ์สำหรับรถพี่ไม่ใช่รถรับส่งนักเรียนโดยตรงแต่นำมาใช้ระบส่งนักเรียน เช่น ติดสติกเกอร์ว่ามีเด็กอยู่ในรถ ติดไฟกระพริบว่าเป็นรถนักเรียน หรือโหลดแอพพลิเคชั่น เพื่อให้สามารถติดตามได้อาจไม่ต้องถึงขนาดติด GPS ที่เป็นการเพิ่มต้นทุนก็ได้
ด้านนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดี ขบ.กล่าวว่า ที่ผ่านมาขบ.ได้ขอความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการให้โรงเรียนจำนวน 52,000 แห่งทั่วประเทศ แจ้งข้อมูลรถรับส่งนักเรียนทุกคัน ผ่านเว็บไซต์ schoolbussafety.dlt.go.th เพื่อเป็นฐานข้อมูล แต่มีโรงเรียนที่แจ้งเข้ามาเพียง 3,300 แห่งเป็นรถจำนวน 10,300 คัน ซึ่งขณะนี้ ขบ.ได้ตรวจสอบสภาพรถไปแล้วจำนวน 5,100 คัน พบว่ามีรถไม่ผ่านประสิทธิภาพของเบรก675 คันหรือติดเป็น 15% ส่วนที่เหลือจะเร่งดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จโดยเร็ว