เปิดวิสัยทัศน์ “รังสิมา พักเกาะ” ชูจุดยืน EGATi ตัวแทน กฟผ.ในเวทีโลก แผน 5 ปี รุกหนักลงทุนอาเซียน

Loading

บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi)เป็นบริษัทลูก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีบทบาทหน้าที่การลงทุนอย่างไร และในปัจจุบันแผนการลงทุน 5 ปี (2569-2573) จะขยายการลงทุนสร้างการเติบโตควบคู่กับการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างไรให้กับกฟผ. ภายใต้การนำของ “รังสิมา พักเกาะ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGATi   

นางสาวรังสิมา กล่าวว่า EGATi สามารถทำอะไรได้มากว่าการลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้า โดยภายใต้แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี บริษัทได้ทำการรีวิวแผนใหม่ในช่วงปี 2568 และวางจุดยืนขององค์กรให้ชัดเจนขึ้น โดยเน้นบทบาทการเป็นตัวแทนของ กฟผ. ในการลงทุนต่างประเทศ การบริหารจัดการจะไม่แบ่งตามประเภทโรงไฟฟ้าแบบเดิม แต่จะโฟกัสที่วัตถุประสงค์ด้านความมั่นคง การสร้างรายได้ และการเติบโตแบบยืดหยุ่น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐและกฟผ. ทั้งนี้ตามแผน 5 ปีนั้นคาดว่าใช้งบลงทุนรวม 17,500 ล้านบาท เน้นขยายการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในสปป.ลาว   

ปักธงสปป.ลาว เสริมความมั่นคงพลังงานไทย

นางสาวรังสิมา กล่าวว่า การลงทุนใน สปป.ลาว ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยสนับสนุนกฟผ.เสริมความมั่นคงไฟฟ้า และลดต้นทุนการผลิตในระยะยาวให้กับประเทศ ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า MOU ระหว่างประเทศ 10,500 เมกะวัตต์ ทำสัญญาซื้อขายไปแล้วราว 8,894 เมกะวัตต์ และยังมีโควต้าเหลืออยู่ประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ ก็เป็นโอกาสที่ EGATi จะขยายการลงทุนเพิ่มเติมในสปป.ลาว  

โดยในสปป.ลาวนั้นมีเขื่อนขนาดใหญ่ที่สามารถลงทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำได้อีกไม่กี่แห่ง แต่ยังมีเขื่อนขนาดเล็กอีกหลายแห่งที่ยังมีโอกาสเข้าไปลงทุนพัฒนาได้ ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตร เพื่อขยายการลุงทุนในสปป.ลาว ทั้งการลงทุนในโครงการใหม่ (Greenfield) และลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหรือโครงการที่จ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการ (Brownfield)

นอกจากนี้ยังสนใจลงทุน ระบบส่งไฟฟ้า โดยร่วมมือกับบริษัทสายส่งไฟฟ้าแห่งชาติลาว (Electricite du Laos Transmission : EDL-T) ทำ MOU เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาระบบส่งรองรับธุรกิจรูปแบบใหม่ เช่น Generation Mix (ผสมผสานน้ำ แดด ลม และแบตเตอรี่) เพื่อขายไฟฟ้าแบบ Hybrid Firm ให้ไทยได้อย่างสม่ำเสมอแทนที่การขายไฟฟ้าจากน้ำเพียงอย่างเดียวซึ่งจะมีปัญหาในช่วงหน้าแล้ง และเตรียมพร้อมรองรับการซื้อขายไฟฟ้าเสรีหรือ Energy Trader ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งก็ต้องศึกษาตลาดเหล่านี้รองรับด้วย 

“ธุรกิจหนึ่งที่สนใจระบบส่งไฟฟ้าในลาวเพราะลาวมีไฟฟ้าจากทางตอนเหนือมาจากจีน ทางตอนใต้ก็มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ขณะเดียวกันประเทศไทยก็มีการลงนามความร่วมมือกับรัฐบาลลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์ ภายใต้โครงการ LTMS-PIP (Lao PDR-Thailand-Malaysia-Singapore Power Integration Project) ซึ่งเป็นข้อตกลงพหุภาคีการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน เพื่อขับเคลื่อนโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ EGATi จะลงทุนในระบบส่งไฟฟ้าในสปป.ลาว”

นางสาวรังสิมา กล่าวว่า การลงทุนในสปป.ลาว นั้น EGATi เตรียมงบลงทุนรวมราว 4,980 ล้านบาท โดยจะทยอยการลงทุนในปี 2570 จำนวน 800 ล้านบาท ลงทุนในปี 2571 จำนวน 370 ล้านบาท ปี 2572 จำนวน 3,600 ล้านบาท และในปี 2573 จำนวน 210 ล้านบาท อย่างไรก็ตามการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสปป.ลาวที่ผ่านมา EGATi ถือหุ้นในสัดส่วน 30% ในบริษัท น้ำเงี้ยบ 1 พาวเวอร์ จำกัด ร่วมกับบริษัท Kansai จากประเทศญี่ปุ่นถือหุ้นในสัดส่วน 45% และ Lao Holding State  Enterprise( LHSE) จาก สปป.ลาวถือหุ้นในสัดส่วน 25% ร่วมลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าน้ำเงี้ยบ 1 กำลังการผลิต 269 เมกะวัตต์

ลุยฟิลิปปินส์ – อินโดนีเซีย บุกตลาดขายไฟเสรี – LNG to Power

นางสาวรังสิมา กล่าวว่า ประเทศฟิลิปปินส์ EGATi สนใจตลาดไฟฟ้าเสรี โดยเฉพาะโครงการโซล่าฟาร์ม (Solar Farm) เนื่องจากมีกลไกราคาที่น่าจูงใจและมีการส่งเสริมจากภาครัฐ ส่วนอินโดนีเซียก็มองโอกาสต่อยอดจากพันธมิตรเดิม คือ บริษัท Adaro Indonesia จำกัด โดย EGATi  อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการ LNG to Power ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซ LNG ในประเทศอินโดนีเซีย พร้อมมองหาโอกาสต่อยอดสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดร่วมกับกลุ่ม Adaro ในอนาคตเพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนด้วย

เริ่มรับรู้รายได้โครงการ “วีนัส” ปี 69

นางสาวรังสิมา กล่าวถึงความคืบหน้าการเข้าถือหุ้นในโรงไฟฟ้าถ่านหินโครงการ “วีนัส” (Venus) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสะอาดขนาด 1,320 เมกะวัตต์ในเวียดนาม ว่า ขั้นตอนการเข้าไปถือหุ้นของ EGATi  กระบวนการภายในเสร็จสมบูรณ์แล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอทางรัฐบาลเวียดนามอนุมัติการเปลี่ยนชื่อในเอกสารโครงการ เพื่อระบุชื่อ EGATi เข้าไปเป็นหนึ่งในผู้ร่วมทุน โดย EGATi จะทำการจ่ายเงินลงทุนก็ต่อเมื่อได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการแล้วเท่านั้น คาดการณ์ว่าจะสามารถดำเนินการโอนเงินและเริ่มรับรู้รายได้จากเงินปันผลได้ภายในปี 2569 โดย EGATi จะเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 25% ร่วมกับพันธมิตรจากญี่ปุ่น (Sumitomo)

และ Aboitiz Power Corporation (AboitizPower) จากฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตามการลงทุนในโครงการ “วีนัส”นั้นถือเป็นสินทรัพย์ที่มั่นคงสูง เนื่องจากได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมาย PPP (Public and Private Partnership) ของเวียดนาม ซึ่งมีการการันตีโดยรัฐบาลเวียดนาม อย่างไรก็ตามโครงการวีนัสนั้นมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 25 ปี นับตั้งแต่ปี 2567 ค่าไฟฟ้า 2.40 บาทต่อหน่วย

รุกธุรกิจ LNG และเตรียมความพร้อมเทคโนโลยี SMR

นางสาวรังสิมา กล่าวว่า การลงทุนของ EGATi ไม่ได้มุ่งเน้นลงทุนในโรงไฟฟ้าอย่างเดียว แต่ยังลงทุนในธุรกิจ LNG ด้วย โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการร่วมลงทุนกับบริษัท NYK เพื่อเข้าถือหุ้นในลักษณะ M&A ในเรือขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จำนวน 1 ลำ ถือหุ้นในสัดส่วน 50% คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 125 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 4,170 ล้านบาท โดย EGATi จะสวมบทบาทเป็น “Shipper” หรือ “Trader” เพื่อเสริมอำนาจต่อรองการจัดหาเชื้อเพลิงให้ กฟผ. ขณะเดียวกันการลงทุนในครั้งนี้ยังเป็นการเรียนรู้องค์ความรู้ในธุรกิจ LNG ด้วย

นอกจากนี้แล้ว EGATi ยังได้รับมอบหมายจากกฟผ.ให้ศึกษาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR (Small Modular Reactor) โดยร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาเทคโนโลยี Gen 3+ และ Gen 4 จากทั่วโลก ทั้งอังกฤษ (Rolls-Royce), อเมริกา, จีน และรัสเซีย เพื่อเตรียมความพร้อมตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan: PDP)

สถานะทางการเงินและความพร้อมขององค์กร

นางสาวรังสิมา กล่าวว่า สำหรับผลประกอบการ ปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,728 ล้านบาท ส่วนในปี 2569 คาดว่า จะมีกำไรสุทธิ 1,300 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุที่คาดการณ์กำไรปี 2569 ต่ำกว่าปี 2568 เนื่องจากราคาถ่านหินในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อเงินปันผลที่จะได้รับจากเหมือง Adaro ในอินโดนีเซีย ส่วนโครงการวีนัสจะเริ่มรับรูปรายได้ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 และรับรู้รายได้เต็มปีในปี 2570 ส่วนโครงการลงทุนในสปป.ลาวก็จะเริ่มทยอย COD และรับรู้รายได้ในปี 71 – 73 ดังนั้นรายได้และกำไรจะเริ่มเห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2570

นางสาวรังสิมา กล่าวถึงเป้าหมายการดำเนินงานในฐานะผู้บริหาร EGATi ในช่วงระยะเวลา 4 ปี (2568 – 2571) จะมุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม โดยการขับเคลื่อนองค์กรตามพันธกิจหลักทำให้ EGATi เป็นองค์กรที่ช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานให้กับ กฟผ. อย่างแท้จริง โดยการดำเนินงานต้องสอดคล้องกับนโยบายประเทศ นโยบายของ กฟผ. และวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งบริษัท นั่นคือการเป็นตัวแทนไปลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่องในต่างประเทศ โดยยึดถือความโปร่งใสในฐานะรัฐวิสาหกิจ

“เป้าหมายสำคัญใน 4 ปีข้างหน้า คือการขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นกลไกเสริมความมั่นคงของ กฟผ. อย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการสร้างความโปร่งใสและพัฒนาบุคลากรให้เชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงานยุคใหม่ เพื่อให้ EGATi เติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งในปี 68 นั้นเป็นเป็นแห่งการเรียนรู้ ปรับปรุงระบบหลังบ้าน และรีวิวแผน ปี 69 เริ่มเห็นความชัดเจนและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินงานตามแผนธุรกิจใหม่ และในปี 71-73 คาดหวังว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการที่ลงทุน ซึ่งจะช่วยให้ฐานะทางการเงินของบริษัทฯ มั่นคงชึ้นในช่วงปลายแผน 5 ปี นี้คือเป้าหมายตนวางไว้ให้กับ EGATi”