![]()
ปี2569 อุตสาหกรรมพลังงานโลก ต้องเผชิญกับความผันผวนอีกครั้ง นับจากเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 เป็นต้นมา หลังจากสหรัฐฯและอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ในฐานะแกนนำหลัก (Flagship) ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี ในกลุ่ม ปตท. ยังคงยึดพันธกิจดูแลให้ภาคประชาชนเข้าถึงการใช้พลังงานได้ต่อเนื่อง พร้อมจัดหาน้ำมันดิบเข้ามากลั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้สถานการณ์ตลาดพลังงานโลกที่ผันผวน โดยราคาน้ำมันช่วงสงครามตะวันออกกลาง พบว่า น้ำมันดิบดูไบ เคยปรับตัวสูงสุดในช่วงสงครามเดือน มี.ค. 2569 ถึง 170 ดอลลาร์ฯต่อบาร์เรล จากช่วงก่อนเกิดสงคราม ราคาอยู่ที่ 65- 75 ดอลลาร์ฯต่อบาร์เรล ,ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบปรับขึ้น 25 เท่า หรือ สูงกว่า 50 ดอลลาร์ฯต่อบาร์เรล จากช่วงก่อนเกิดสงคราม อยู่ที่ 1-2 ดอลลาร์ฯต่อบาร์เรล ,ค่าระวางเรือ สูงขึ้น 9 เท่า หรือ สูงกว่า 14 ดอลลาร์ฯต่อบาร์เรล จากเดิมอยู่ที่ 1-2 ดอลลาร์ฯต่อบาร์เรล เป็นต้น

ทั้งนี้ “ไทยออยล์” ได้ดำเนินภารกิจดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ใน 3 ด้านหลัก ดังนี้
1.การบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานเพื่อคนไทย ซึ่งเดิมก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง(ช่วงไตรมาส 1/69) ไทยออยล์ มีการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 91% จากดังนั้นในช่วงที่เกิดความขัดแย้งฯขึ้น (เม.ย.-พ.ค.2569) จนมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไทยออยล์ ได้เปลี่ยนมาจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆเพิ่มขึ้น เช่น แอฟริการตะวันตก 39% ,ทวีปอเมริกา เกือบ 20% และตะวันออกกลางเหลือ 35% เพื่อลดความเสี่ยงการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางที่มีความเสี่ยงจากเหตุการณ์สู้รบที่อาจจะเกิดขึ้น และเพื่อให้มั่นใจว่า โรงกลั่นฯจะมีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ
2.โรงกลั่นฯเดินเครื่องผลิตเต็มกำลังรองรับความต้องการใช้ในประเทศ โดยช่วงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวถึงปัจจุบัน โรงกลั่นฯไทยออยล์ เดินเครื่องกลั่นเต็มกำลังการผลิตกว่า 110 – 113% ตลอด 24 ชั่วโมง หรือราว 300,000 บาร์เรลต่อวัน จากปกติ 275,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงาน
อีกทั้ง มีการนำถังเก็บน้ำมันใหม่จากโครงการพลังงานสะอาด(CFP) มาใช้งานชั่วคราว เพื่อจัดเก็บน้ำมันอากาศยานส่วนเกิน รวมถึง จัดจำหน่ายน้ำมันเบนซินและดีเซลอย่างเต็มที่ โปร่งใส จนสต็อกอยู่ในระดับต่ำ โดยมีกรมสรรพสามิตกำกับดูแลการจ่ายน้ำมัน
3.ให้ความร่วมมือกับภาครัฐ โดยปฏิบัติตามมาตรการภาครัฐงดส่งออกเพื่อเก็บน้ำมันไว้ใช้ภายในประเทศ พร้อมลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 2-5 บาทต่อลิตร (9 เม.ย.- 19 พ.ค.2569) และนำส่งข้อมูลรายงานให้กรมธุรกิจพลังงานและสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)ต่อเนื่อง

ภายใต้ภารกิจดังกล่าว ส่งผลให้การดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ไทยออยล์ มีกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท มีปัจจัยสนับสนุนหลักจากกำไรจากสต็อกนํ้ามันสุทธิจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินค้าคงเหลือ 16,746 ล้านบาท สอดคล้องกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคานํ้ามันดิบและน้ำมันสําเร็จรูปในตลาดโลก อันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประกอบกับการดำเนินธุรกิจปกติของไทยออยล์ มีการจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือนก่อนเดือนที่จะใช้ผลิต ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันทางบัญชีใน ไตรมาส 1/2569 เป็นต้นทุนที่ยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงความขัดแย้งอย่างเต็มที่ กำไรจากสต็อกน้ำมันดังกล่าวเป็นรายการชั่วคราวและอาจพลิกเป็นขาดทุนจากสต็อกน้ำมันได้ในอนาคตหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
นอกจากนั้น ไทยออยล์ยังมีกําไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 2,436 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ไทยออยล์มีการรับรู้ค่าใช้จ่ายและขาดทุนอื่นๆ อีก 6,628 ล้านบาท หากตัดรายการดังกล่าวข้างต้นออกไปแล้ว ไทยออยล์จะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่ม 6,927 ล้านบาท โดยคิดเป็นกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจการกลั่นน้ำมัน 4,136 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.9 บาทต่อลิตร

นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวโน้มการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 ไทยออยล์ประเมินว่าสถานการณ์ยังคงมีความน่ากังวลและอาจเผชิญกับความผันผวนในทิศทางตรงกันข้ามกับไตรมาส 1/2569 ส่งผลให้มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ดังนี้
• ความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป เนื่องจากน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้าเพื่อคงกำลังการกลั่นในระดับสูงสุดในช่วงที่สถานการณ์ความตึงเครียดทวีความรุนแรง (มี.ค. – เม.ย. 2569) เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมากและมีความผันผวนสูง หากหลังจากนี้สถานการณ์คลี่คลายจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง และเกิดผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันในอนาคต
• ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง จากการที่ ไทยออยล์มีภาระเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 18,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้น รวมถึง ผลกระทบจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 เม.ย. – 19 พ.ค. 2569 ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลงประมาณ 2,800 ล้านบาท ตลอดจนยอดเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พ.ค. 2569) ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลง ซึ่งไทยออยล์ได้รับเงินชดเชยคืนเป็นระยะๆ โดยจากข้อมูลในอดีต ในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ระยะเวลารับคืนเงินชดเชยประมาณ 1-2 ปี
ปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้สภาพคล่องของไทยออยล์ลดลงรวมประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการลดความเสี่ยงของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน

• ความเสี่ยงจากความผันผวนของความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งจะนำไปสู่การสูญเสียโอกาสทางรายได้จากข้อจำกัดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ทำให้ไทยออยล์ไม่สามารถจำหน่ายน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซลไปยังตลาดต่างประเทศได้ ประกอบกับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่ชะลอตัว ส่งผลให้ต้องปรับแผนการจำหน่ายไปในช่วงที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวลดลง
“มาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันเพื่อสำรองไว้ใช้ในประเทศ ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังเพิ่มขึ้น และการที่บริษัทเดินเครื่องกลั่นเต็มกำลังการผลิตกว่า 110 – 113% เพื่อบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงาน ในขณะที่การบริโภคน้ำมันในประเทศกลับลดลง ซึ่งบางช่วงน้ำมันดีเซลมียอดใช้เหลือราว 30 ล้านลิตรต่อวัน จากระดับปกติราว 60 ล้านลิตรต่อวันนั้น หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปและอุปสงค์ในประเทศไม่ฟื้นตัว ก็อาจมีความจำเป็นต้องพิจารณาลดกำลังการผลิตในอนาคต เพื่อบริหารจัดการสต็อกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย จึงอยากขอให้รัฐพิจารณาในเรื่องนี้ เพื่อช่วยลดปัญหาน้ำมันล้นถัง และปัจจุบันหลายประเทศในเอเชีย เช่น จีน เวียดนาม ก็มีการผ่อนปรนส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปกันแล้ว ”
นอกจากนี้ การขาดทุนจากการจำหน่ายน้ำมันดิบ เนื่องจากการเร่งจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าภายใต้สถานการณ์ที่ตึงเครียด เพื่อให้มั่นใจว่าโรงกลั่นสามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังตลอดเวลา ทำให้ไทยออยล์อาจจำเป็นต้องจำหน่ายน้ำมันดิบส่วนหนึ่งตามราคาตลาด ณ เวลานั้น ถึงแม้ว่าจะมีราคาต่ำกว่าต้นทุนจัดซื้อ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการขาดทุนทางบัญชี

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปียังมีความไม่แน่นอน จากทั้งจากมาตรการภาครัฐ ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก อุปสงค์และอุปทานของน้ำมันสำเร็จรูป หากราคาน้ำมันมีการปรับลดลงอย่างรวดเร็วภายใต้สมติฐานสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายลง จะส่งผลกระทบให้กลุ่มไทยออยล์เกิดผลขาดทุนและกระทบต่อสภาพคล่อง โดยประเมินว่า ค่าการกลั่นรวมกำไรจากสต๊อกน้ำมันจากไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 7.6 บาทต่อลิตร จะลดลงโดยไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 2.6 บาทต่อลิตร และในไตรมาส 3/69 คาดว่าจะติดลบ 2.3 บาทต่อลิตร ในไตรมาส 4/69 คาด 0.0 บาทต่อลิตร และเฉลี่ยทั้งปี2569 คาดอยู่ที่ 2.0 บาทต่อลิตร
จากสถถานการณ์ความไม่แน่นอนดังกล่าว ไทยออยล์ ได้เตรียมแผนทางการเงินรองรับไว้แล้วภายใต้กรณีที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุด โดยมีการจัดหาแหล่งเงินทุนเพิ่มผ่านสถาบันการเงิน จากช่วงต้นปีที่ได้ออกเสนอขายหุ้นกู้ไปแล้ว และเชื่อมั่นว่าบริษัทยังมีกระแสเงินสดเพียงพอรองรับความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้น
“ไตรมาส 2/69 ตลาดคาดการณ์ว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลง ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลง แต่จะไม่กลับมาที่ระดับก่อนเกิดสงคราม ทำให้กำไรที่สะท้อนออกมาในไตรมาส 1/69 อาจไม่ได้ยั่งยืน ซึ่งในไตรมาส 2/69 อาจมีผลกระทบจาก Stock Loss การลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นจึงควรเป็นมาตรการระยะสั้นเท่านั้น และเรื่องนี้ก็อยู่ระหว่างประสานข้อมูลกับภาครัฐ รวมถึงกรณีที่โรงกลั่นอาจต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน ก็อยากให้รัฐพิจารณาขอคืนค่าการกลั่นในอนาคตด้วย”