![]()
ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยกระดับความรุนแรง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนลุกลามจนเกิดการปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของโลก ส่งผลให้ซัพพลายพลังงานหายไปจากระบบอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและระบบพลังงานในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง

ประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตดังกล่าว เนื่องจากยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและ LNG จากตะวันออกกลางจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนด้านพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ทั้งจากราคาน้ำมันในตลาดโลก ค่าพรีเมียมน้ำมัน ค่าระวางเรือ รวมถึงค่าประกันภัยทางทะเลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงแรกของสถานการณ์ความขัดแย้ง ประชาชนจำนวนหนึ่งเกิดความกังวลต่อความมั่นคงด้านพลังงาน จนนำไปสู่การกักตุนน้ำมันชั่วคราวในบางพื้นที่ แม้ว่าภาครัฐจะออกมายืนยันว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอต่อการใช้งาน พร้อมประสานความร่วมมือกับกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในประเทศให้เดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานและรองรับความต้องการใช้น้ำมันภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังได้ขอความร่วมมือโรงกลั่นในการชะลอการส่งออกน้ำมัน เพื่อสำรองปริมาณน้ำมันไว้ใช้ภายในประเทศ รวมถึงร่วมดำเนินมาตรการลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงระหว่างวันที่ 9 เมษายน – 19 พฤษภาคม 2569 พร้อมรายงานข้อมูลต่อกรมธุรกิจพลังงานและสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ภายใต้บริบทของวิกฤตพลังงานโลกดังกล่าว “ความโปร่งใส” และ “ธรรมาภิบาล” จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบพลังงานของประเทศ โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 กลุ่มโรงกลั่นในเครือ ปตท. ได้ร่วมประกาศเจตนารมณ์ครั้งสำคัญในการยกระดับธรรมาภิบาลของภาคพลังงานไทย
ผู้บริหารระดับสูงจาก 3 โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ประกอบด้วย นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) และ นายพรศักดิ์ มงคลตรีรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจเพื่อความเป็นเลิศ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนาม “ประกาศเจตนารมณ์กลุ่มโรงกลั่นด้านธรรมาภิบาลเพื่อความโปร่งใสภาคพลังงานไทย”
พิธีดังกล่าวจัดขึ้นโดยมี นายพิรุณ กริ่มวงษ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธี พร้อมยืนยันถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ เพื่อสนับสนุนระบบพลังงานไทยที่เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีผู้บริหารระดับสูงจากกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวม 6 โรงกลั่น ตลอดจนองค์กรด้านธรรมาภิบาลและภาคธุรกิจสำคัญเข้าร่วม อาทิ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)

การประกาศเจตนารมณ์ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของภาคพลังงานไทยในการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดี ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประชาชนจับตามองบทบาทของผู้ประกอบการด้านพลังงานอย่างใกล้ชิด ทั้งในมิติของราคาพลังงาน ความมั่นคงทางพลังงาน และความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ
ที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท. ยืนยันมาโดยตลอดว่า ดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ไม่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่ขัดต่อกฎหมาย ขาดความโปร่งใส หรือส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ พร้อมเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างภารกิจด้านพลังงาน ความยั่งยืน และความเชื่อมั่นของสังคม
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการด้านพลังงาน จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพพลังงานของประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างมาตรฐานธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และภาคเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
