![]()
บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP (ปตท.สผ.) เรียกได้ว่าเป็นอีกหน่วยงานหลักของไทยที่เสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ โดยเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องในแหล่งสำรวจปิโตรเลียมในแหล่งใหม่ พร้อมทั้งพัฒนาต่อยอดในแหล่งเดิมให้มีศักยภาพ โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ ขณะเดียวกันเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการมุ่งสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ Net Zero บริษัทยังให้ความสนใจศึกษาธุรกิจพลังงานสะอาด รวมทั้งพลังงานรูปแบบใหม่ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับแผนการลงทุนในปี 2569 ของ ปตท.สผ. เพื่อสู่เป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืนนั้น นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ในปี 2569 ปตท.สผ.ยังคงมุ่งเน้นสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ และสร้างการเติบโตในระยะยาวตามแผนกลยุทธ์ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การขับเคลื่อนและเพิ่มมูลค่าธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (Drive Value) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonize) และการขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Diversify)
ทั้งนี้เพื่อดำเนินการตามแผนกลยุทธ์ 3 ด้านนั้นในปี 2569 ปตท.สผ.ตั้งงบลงทุนราว 7,726 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 253,027 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในประเทศ 60% ต่างประเทศ 40% โดยยังคงเน้นการลงทุนในโครงการ G1/61 (แหล่งเอราวัณ) และ G2/61 (แหล่งบงกช) เพื่อรักษาปริมาณการผลิตให้อยู่ในระดับเดิม G1 ประมาณ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน G2 ประมาณ 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
ขณะเดียวกันในปีนี้บริษัทฯได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนในมาเลเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักของปตท.สผ. ซึ่งพบแหล่งก๊าซธรรมชาติแหล่งเล็กอยู่หลายแห่ง โดยปัจจุบันนั้นอยู่ระหว่างนำเอาแหล่งเล็กมารวมกันเป็นกลุ่ม (Cluster) เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ช่วยเพิ่มปริมาณการสำรองปิโตรเลียม และสร้างความเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว


โดยปัจจุบัน PTTEP มีโครงการลงทุนมากกว่า 10 โครงการในมาเลเซีย ครอบคลุมระยะการสำรวจ พัฒนา และผลิต เพื่อที่จะผลิต เช่น โครงการในระยะผลิตและพัฒนา แปลง SK410B (แหล่งลัง เลอบาห์ และปาปริก้า) แปลง SK309, SK311, แปลง K, แปลง H, และพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) โครงการในระยะสำรวจ แปลง SK405B, SK438, SK314A, SK417, SK325 เป็นต้น
“ปตท.สผ. นั้นมีเป้าหมายอยู่ 2 เรื่อง คือ 1.การสร้างความมั่นคงพลังงานให้กับประเทศ โดยเน้นการผลิตในอ่าวไทย การผลิตในเมียนมา การผลิตในแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ MTJDA 2.การเติบโตในต่างประเทศ เพราะต้องการคืนผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ก็ยังได้โฟกัสการลงทุนที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE โอมาน แอลจีเรีย”
วางเป้าปริมาณการขายโต 8%
นายมนตรี กล่าวว่า ปตท.สผ. ในปี 2569 ตั้งเป้าปริมาณการขายปิโตรเลียมในระดับ 556,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และเป้าหมายปริมาณการผลิตปิโตรเลียมในระดับ 785,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน จากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ประมาณ 730,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยจะรักษาการผลิตในอ่าวไทย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเอราวัณ แหล่งบงกช แหล่งอาทิตย์ และพยายามเพิ่มการผลิตในเมียนมา โดยเฉพาะในแหล่งก๊าซดายานา รวมถึงในพื้นที่ MTJDA
ส่วนปริมาณการผลิตที่เข้ามาเพิ่มในปีนี้จะเริ่มผลิตในโครงการกะซา (Ghasha) ใน UAE ซึ่งเป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน และมาจากโครงการทูอัท ประเทศแอลจีเรีย โดยปัจจุบันมีปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติที่ประมาณ 435 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และมีโอกาสในการเพิ่มกำลังการผลิตในอนาคต และมีกำลังการผลิตจากแหล่ง SK408 (แปลงเอสเค 408) ที่ได้ซื้อหุ้นจากโททาล (TotalEnergies) ซึ่งในปีนี้ส่วนใหญ่เป็นการเติบโตจากการแหล่งที่ลงทุนซื้อกิจการ (M&A)
หวังรัฐบาลใหม่เร่งเปิดสัมปทานรอบ 26
นายมนตรี กล่าวว่า หากกระทรวงพลังงาน โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะเปิดสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 26 บริเวณทะเลน้ำลึก ฝั่งอันดามัน ปตท.สผ. ก็สนใจที่จะเข้าร่วมประมูลในโครงการนี้ โดยปัจจุบันปตท.สผ.ก็อยู่ระหว่างการมองหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในทะเลน้ำลึก เพื่อเตรียมความพร้อมในการร่วมประมูล แต่ก็ต้องรอให้ได้รัฐบาลใหม่ก่อน อย่างไรก็ตามแหล่งน้ำลึกต้นทุนจะสูงทางภาครัฐควรต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนมาลงทุน
นอกจากนี้ปตท.สผ.ก็ได้ให้ความสำคัญในการลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมในเมียนมา มาเลเซีย เพราะอยู่ใกล้ไทย ในส่วนพื้นที่ในอ่าวไทยที่เป็นแหล่งใหม่ที่มีศักยภาพก็จะเป็นพื้นที่ OCA (Overlapping Claims Area) คือ พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา ก็หวังว่าจะเกิดการลงทุนในแหล่งนี้อยู่ เพราะจะทำให้อุตสาหกรรมการผลิตปิโตรเลียมในไทยมีความต่อเนื่อง
“อยากให้รัฐบาลใหม่ส่งเสริมการผลิต สำรวจแหล่งก๊าซฯ ในอ่าวไทย ในอันดามัน และแหล่งบนบกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก 70% ของการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยนั้นมาจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ โดยก๊าซธรรมชาติที่ผลิตในบ้านเรา ในเมียนมา รวมถึงในมาเลเซีย แค่ 60% และอีก 40% คือนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) แต่ราคา LNG จะผันผวน ฉะนั้นอยากให้รัฐบาลส่งเสริมในการสำรวจและผลิตในพื้นที่อ่าวไทย อันดามัน ดังนั้นต้องเปิดสัปทานให้มากที่สุดในประเทศ รวมถึงพื้นที่ OCA และในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศไทย”
นอกจากนี้ตนอยากให้กระทรวงพลังงาน โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เตรียมความพร้อมและหาแนวทางเพื่อให้มีความต่อเนื่องในการผลิตของแหล่งก๊าซธรรมชาติ และแหล่งนำมันที่ใกล้จะหมดอายุสัญญาสัมปทาน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม แปลง EU1 ที่จะหมดอายุปี 2572 แปลง E5N จะหมดอายุในปี 2574 โดยมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 90-105 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซฯ ที่ช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่ภาคอีสาน


อีกหนึ่งแหล่งที่ใกล้หมดอายุสัญญาสัมปทาน คือ โครงการแหล่งน้ำมันสิริกิติ์ (S1) เป็นแหล่งน้ำมันดิบบนบกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยกำลังการผลิตปัจจุบันอยู่ที่ 24,000 บาร์เรลต่อวัน จะหมดอายุในปี 2574 ดังนั้นภาครัฐต้องมีการเตรียมความพร้อมภายใน 5 ปี ก่อนจะหมดอายุสัมปทาน รัฐบาลชุดใหม่ต้องเร่งคิดเรื่องนี้จะแก้กฎหมายหรือหาวิธีไหนก็ได้ เพื่อให้เกิดการผลิตต่อเนื่อง
นายมนตรี กล่าวแนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกในปี 2569 คาดว่าจะทรงตัวที่ระดับ 60 -70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาก๊าซธรรมชาติก็น่าจะทรงตัวใกล้ปี 2568 ส่วนที่น่ากังวล คือ ช่องแคบฮอร์มุซในตะวันออกกลาง อิหร่านขู่ว่าจะปิดแต่ก็ไม่ง่าย
ลุยลงทุนธุรกิจใหม่ CCS ทั้งในไทยและต่างประเทศ
นายมนตรี กล่าวว่า ธุรกิจใหม่ที่ ปตท.สผ. สนใจลงทุน คือ โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ หรือCarbon Capture and Storage (CCS) โดยมองโอกาสไปลงทุนในต่างประเทศด้วย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของความคุ้มทุน ทั้งในยุโรป และสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาเทคโนโลยี กฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ CCS ของยุโรป และสหรัฐอเมริกา เพื่อเอามาปรับใช้ในไทย คาดว่ามีความชัดเจนในปีหน้า (2570)

ส่วนแผนการลงทุน CCS ในแหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ในอ่าวไทย กำลังการกักเก็บประมาณ 1 ล้านตัน Co2 ต่อปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดหาอุปกรณ์ในการขุดเจาะ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการอัด Co2 ลงสู่ชั้นหินใต้ดินในปี 2571 ส่วนงบลงทุนในโครงการนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยต้นทุนในโครงการอาทิตย์นั้นอยู่ที่ประมาณ 16 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งถือว่าตํ่ากว่าตลาดยุโรปที่มีราคาซื้อขายคาร์บอนสูงถึงประมาณ 80 ยูโรต่อตัน
ขณะเดียวกันปตท.สผ.ยังได้ยื่นขอสิทธิประโยชน์ภาษีสำหรับการลงทุน CCS ในโครงการอาทิตย์ ที่เรียกว่า “สิทธิประโยชน์ในการหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีสำหรับการลงทุนใน CCS” เป็นสิทธิประโยชน์ที่บริษัทสามารถใช้ได้อยู่แล้ว แต่อีกส่วนที่ยังรอความชัดเจน คือ “กลไกการสร้างแรงจูงใจ” (Incentive) จากภาครัฐเพื่อชดเชยเงินลงทุนสำหรับโครงการ CCS ที่โครงการอาทิตย์ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการหารือ และอยู่ในขั้นตอนการศึกษาแนวทางเพื่อกำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เหมาะสม ชัดเจน และเป็นรูปธรรม คาดว่าจะได้ผลสรุปในเร็ว ๆ นี้
ศึกษาทำ CCS อ่าวไทยตอนบน 60 ล้านตันต่อปี
นายมนตรี กล่าวว่า เพื่อสนับสนุนให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) นั้นล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเดินหน้าโครงการศึกษาศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนบริเวณอ่าวไทยตอนบน (อ่าวก.ไก่) เพื่อผลักดันสู่การเป็นศูนย์กลาง “Eastern Thailand CCS Hub” พร้อมมอบหมายให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน (พน.) ในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการเป็นผู้ดูแลในการสำรวจ ทั้งนี้จากที่ปตท.สผ. เคยประเมินไว้คาดว่าจะสามารถกักเก็บคาร์บอนฯ ได้ประมาณ 60 ล้านตันต่อปี
ทั้งนี้ในเบื้องต้นปตท.สผ.ได้หารือกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมกันศึกษาโครงการ โดยปตท.จะทำหน้าที่รวบรวมและขนส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานในพื้นที่ EEC ส่วนปตท.สผ.จะทำหน้าที่ขุดเจาะกักเก็บใต้ดิน ซึ่งประเทศไทยต้องรีบดำเนินการในเรื่องนี้ เนื่องจาก โครงการ CCS นั้นมีบทบาทสำคัญในการจัดการคาร์บอนฯ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) อย่างไรก็ตามโครงการนี้คาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษา และสำรวจอย่างน้อย 7 ปี และคาดว่าใช้เงินลงทุนทั้งโครงการประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ