![]()
OR กางแผนธุรกิจปี 2569 ยอดขายโตตามGDP ราว 1.5 – 2.5% ลั่นลดงบลงทุนต่างประเทศ กลางปี69 ชัดเจนแผนลงทุนในกัมพูชา ขณะที่ 5 ปี ตั้งงบลงทุน 5.8 หมื่นล้านบาท ลุยเพิ่มฐานลูกค้าแตะ 5 ล้านคนต่อวัน ดัน EBITDA ปี 2573 เพิ่มปีละ 5,000 ล้านบาท พร้อมรุก Budget Hotel ร่วมกับ CENTEL ภายใต้งบรวม 706 ล้านบาท นำร่องสร้าง 6 แห่ง ทยอยเปิดปี 2570
บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือOR ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของไทย ที่มีส่วนแบ่งการตลาด(มาร์เก็ตแชร์) เบอร์ 1 สัดส่วน 39.6% ณ สิ้นปี 2568 ได้ฉายภาพทิศทางธุรกิจในปี 2569 โดยประเมินว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) โลก ปี2569 จะเติบโต 3.3% ใกล้เคียงปีก่อน ตามการขยายตัวจากธุรกิจ AI และ Data Center และGDP ไทยจะเติบโต 1.5-2.5% จากปี2568 ที่เติบโตราว 2.4% ซึ่งได้รับแรงกดดันจากการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ยังคาดหวังว่า รัฐบาลใหม่จะดำเนินนโยบายต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 35 ล้านคน ส่วนทิศทางราคาน้ำมันดิบดูไบ คาดว่าจะอยู่ในกรอบ 60-64 ดอลลาร์ฯต่อบาร์เรล ต่ำกว่าปี 2568 ที่มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 69.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอยู่ที่ 31-32 บาทต่อดอลลาร์ฯ

โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่ง OR จะต้องบริหารจัดการต้นทุนให้เหมาะสม เพื่อลดผลกระทบ รวมถึงสถานการณ์ความไม่แน่นอนของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ,ความไม่แน่นอนนโยบายของรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะนโยบายด้านพลังงาน ที่ต้องรอดูว่าจะมีเรื่องมาตรการตรึงราคาพลังงานหรือไม่ แต่ปัจจุบันสถานการณ์ราคาพลังงานไม่ได้สูงมากนัก ก็อาจลดแรงกดดันด้านนโยบายลงได้ ตลอดจนความผัวผวนจากอัตราแลกเปลี่ยน
ปี69 ทุ่มลงทุน 1.86 หมื่นลบ. โฟกัสธุรกิจ Mobility ,ธุรกิจ Lifestyle

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR กล่าวว่า การลงทุนของ OR ในปี2569 ยังโฟกัสใน 3 ธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจ Mobility ,ธุรกิจ Lifestyle และธุรกิจ Global โดยในส่วนของ ธุรกิจMobility จะต้องลงทุนในสิ่งที่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้บริการ ลดต้นทุน เช่น ธุรกิจน้ำมัน จะต้องบริการจัดการการต้นทุนการขนส่งและการก่อสร้างให้มีประสิทธิภาพ ด้านธุรกิจ Lifestyle จะต้องหาวิธีดึงดูดผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการในสถานีบริการน้ำมันให้มากขึ้น ส่วนธุรกิจ Global จะต้องเลือกการลงทุนในประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีการเติบโตที่ดี
โดยปี 2569 OR มีแผนการลงทุน จำนวน 18,697 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจ Mobility 10,317.1 ล้านบาท, ธุรกิจ Lifestyle 4,310 ล้านบาท, ธุรกิจ Global 1,373.2 ล้านบาท และธุรกิจ Innovation & New Business 2,696.7 ล้านบาท ซึ่ง OR ตั้งเป้าในปีนี้ จะเปิดสถานีบริการน้ำมันใหม่ อีก 100 แห่ง ตามการขยายตัวของถนนทางหลวง และวงแหวนตัดใหม่ โดยพิจารณาพื้นที่ที่มีศักยภาพให้บริการค้าปลีก หรือ กลุ่มรีเทลเพิ่ม พร้อมตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนผู้มาใช้บริการสถานีบริการน้ำมัน OR จาก 3.9 ล้านคนต่อวัน เป็น 5 ล้านคนต่อวัน ภายในปี 2573 ซึ่งจะช่วยให้มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ประมาณ 5,000 ล้านบาท และเดินหน้า เพิ่มสมาชิก blueplus+ จากปัจจุบัน กว่า 9.3 ล้านบัญชี สู่ 14 ล้านราย ในปี 2573 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า และทำความเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
“ปี 2569 คาดว่ายอดขายน้ำมันจะเติบโตตาม GDP ของไทย ในปีนี้คาดว่า จะขยายตัว 1.5 – 2.5% ตามการเติบโตของธุรกิจ Mobility และธุรกิจ Lifestyle ที่มีความต่อเนื่อง ส่วนธุรกิจ Global จะลดลงจากปัญหาในกัมพูชาเป็นหลัก แม้ว่าในภาพรวมธุรกิจในกัมพูชา จะมีผลกระทบต่อEBITDA ของOR ราว 2-3% เท่านั้น แต่ก็เป็นการเสียดายโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ”
ขณะที่แผนการลงทุน 5 ปี (2569-2573) อยู่ที่ 57,977.6 ล้านบาท แบ่งตามกลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้ ธุรกิจ Mobility จำนวน 37,813.3 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 65.2%, ธุรกิจ Lifestyle จำนวน 9,746.5 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 16.8%, ธุรกิจ Global จำนวน 6,969.2 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 12% และธุรกิจ Innovation & New Business จำนวน 3,448.6 ล้านบาท คิดเป็น 6%

นอกจากนี้ OR ยังได้จัดเตรียมงบลงทุนในอนาคต (Provisional Capital Expenditure) ในระยะ 5 ปีข้างหน้าอีกจำนวน 10,260.9 ล้านบาท โดยหลักเพื่อการขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ ทั้งในและต่างประเทศให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ OR

ลดการลงทุนธุรกิจต่างประเทศ กลางปี69 ชัดเจนแผนธุรกิจในกัมพูชา
สำหรับแผนการลงทุนธุรกิจต่างประเทศ (Global Business) ของ OR ในปีนี้ จะลดการลงทุนลงหลังจากมีสภาพการสู่รบระหว่างไทยกับกัมพูชา และปรับแผนการลงทุนระยะ 5 ปีใหม่ โดยผันเงินมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น แต่ยังไม่ทิ้งการลงทุนในต่างประเทศ และจะพิจารณารูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมในแต่ละประเทศใหม่ เพราะจากจะถอนการลงทุนออกจากต่างประเทศก็มีต้นทุน
อย่างไรก็ตาม หลังเกิดปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา ส่งผลให้ปัจจุบัน ยอดขายในกัมพูชา ลดลงราว 40% ซึ่งเดิมธุรกิจสถานีบริการน้ำมันในกัมพูชามี 190 แห่ง โดย 15 แห่งเป็นส่วนที่ OR ลงทุนเอง และยังคงลงทุนอยู่ ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนของดีลเลอร์ ซึ่งปัจจุบันเหลือประมาณ 100 แห่ง ดังนั้น OR อยู่ระหว่างการทบทวนการลงทุนใหม่ และดำเนินการอย่างมีระดับ จากปัจจุบันได้ชะลอการลงทุนและลดต้นทุนให้พออยู่ได้ ฉะนั้นคาดว่า ภายในกลางปีนี้ จะได้ข้อสรุปการตัดสินแผนการลงทุนในกัมพูชา
“เรื่องกัมพูชา ตัดสินใจช้าก็กินตัว ถ้าเร็วเกินไปก็ไม่ดี และสถานการณ์อาจเปลี่ยนข้ามคืน เราก็มีสเต็ปดำเนินการ ประเมินให้ถี่ถ้วน ดูว่าจะทำอย่างไรให้เราเจ็บตัวน้อยที่สุด คาดว่าจะได้ข้อสรุปในครึ่งแรกปีนี้”


เตรียมลงทุน Budget Hotel ใน 6 จังหวัด ทยอยเปิดปี 2570
ส่วนการตัดสินใจลงทุนธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) หลังจาก OR ประกาศเตรียมดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด (Modulus) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ OR ถือหุ้น 100% จัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ร่วมกับบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CENTEL) หรือบริษัทในเครือ โดย Modulus จะถือหุ้นในสัดส่วน 49% และ CENTEL ถือหุ้นในสัดส่วน 51% ของทุนจดทะเบียน ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 700 ล้านบาท โดย OR จะลงทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องประมาณ 346 ล้านบาท คาดหวังอัตราผลตอบแทนภายในที่แท้จริงต่อปีจากการลงทุน (IRR) ในระดับเลขสองหลัก
ทั้งนี้ เบื้องต้น จะเริ่มก่อสร้างโรงแรม 6 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพฯ ภูเก็ต สงขลา(หาดใหญ่) ชลบุรี อยุธยา และกาญจนบุรี โดยโรงแรมแต่ละแห่ง จะมีจำนวนห้อง 70-80 ห้อง ต้นทุนการก่อสร้างประมาณ 1 ล้านบาทต่อห้อง และกำหนดราคาเข้าพักประมาณ 800-1,000 บาทต่อคืน โดยประมาณปี 2570 ทาง OR จะประเมินผลโรงแรมทั้ง 6 แห่งว่าจะเดินหน้าขยายเพิ่มต่อไปทั่วประเทศหรือไม่
“เรามีปั๊มกว่า 2,000 แห่ง ทั่วประเทศ ใกล้สนามบิน และพื้นที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่มีพื้นที่ 5 – 10 ไร่ ใช้ประโยชน์ได้ การมีโรงแรมก็จะช่วยดึงคนเข้าปั๊มได้ และโรงแรมไม่ต้องมีอาหารเช้า เพราะเรามีร้านอเมซอน ซึ่งอาจขยายเปิดไลน์อาหารเช้า และเรามีเซเว่นฯ มีร้านสะดวกซัก มีปั๊มEV โดยเราเก้งเรื่องน้ำมัน แต่ด้านโรงแรมอาจต้องใช้เวลาเรียนรู้นาน จึงตัดสินใจดึงพาร์ทเนอร์ที่เก่งด้านนี้เข้ามา คือ CENTEL เพราะวัฒนธรรมน่าจะเข้ากับเรา และน่าจะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ”
