![]()
ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จากความขัดแย้งระหว่าง “สหรัฐฯ และอิสราเอล” กับ “อิหร่าน” ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ—เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก—สถานการณ์พลังงานโลกได้เข้าสู่ภาวะ “เปราะบางสูงสุด” อีกครั้ง
เมื่อเวลาผ่านไปครบ 1 เดือน ผลกระทบเริ่มชัดเจนมากขึ้น ทั้งในด้านราคาพลังงาน การขนส่ง และความไม่แน่นอนของซัพพลายเชน โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและ LNG จากตะวันออกกลาง
ภายใต้สถานการณ์นี้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) PTT หรือ “กลุ่ม ปตท.” ได้แสดงบทบาทสำคัญในการเป็น “เสาหลักด้านพลังงานของประเทศ” ด้วยการยกระดับมาตรการรับมือแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของไทยไม่ให้สะดุด

เดินเครื่องเกิน 100%: กลไกเร่งด่วนรับ Demand ที่พุ่งสูง
หลังการสู้รบยืดเยื้อครบ 1 เดือน ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กลุ่ม ปตท. จึงเร่งเดินเครื่องโรงกลั่นในเครือ ได้แก่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP),บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) และ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC)
โรงกลั่นทั้ง 3 แห่ง:
- เดินเครื่องเฉลี่ย 105–109% ของกำลังการผลิต
- เพิ่มการผลิตน้ำมันดีเซลจาก 48 ล้านลิตร/วัน เป็น 51.4 ล้านลิตร/วัน (เพิ่ม 7%)
การเพิ่มกำลังผลิตนี้ ไม่เพียงรองรับความต้องการใช้ในประเทศ แต่ยังสะท้อนถึง “Operational Readiness” ที่สามารถยกระดับกำลังผลิตได้ทันทีเมื่อเกิดวิกฤต

ปรับสมดุล “ส่งออก–ใช้ในประเทศ”: พลังงานต้องมาก่อน
หนึ่งในมาตรการสำคัญ คือการ “ปรับลดการส่งออก” เพื่อรักษาปริมาณน้ำมันในประเทศ
- ส่งออกดีเซลลดจาก 6.3 ล้านลิตร/วัน เหลือ 2 ล้านลิตร/วัน
- เพิ่มการจำหน่ายในประเทศจาก 42 ล้านลิตร/วัน เป็น 49.3 ล้านลิตร/วัน
แม้ว่าการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาและลาวยังคงมีอยู่ (เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านไฟฟ้า) แต่สัดส่วนได้ถูกปรับให้เหมาะสม เพื่อให้ “ความต้องการในประเทศ” เป็นลำดับแรก
ดึงสต๊อกลงมาใช้: บริหารสำรองอย่างมีวินัยในภาวะวิกฤต
ในภาวะปกติ โรงกลั่นจะมีน้ำมันสำรองประมาณ 250 ล้านลิตร แต่ภายใต้วิกฤตครั้งนี้ กลุ่ม ปตท. ได้ตัดสินใจนำสต๊อกออกมาใช้
- ปริมาณสำรองลดลงเหลือประมาณ 220 ล้านลิตร
- ใกล้ระดับขั้นต่ำตามกฎหมาย
นี่คือ “การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์” ที่สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพตลาด มากกว่าการเก็บสำรองในระดับสูง

OR เร่งกระจายพลังงานทั่วประเทศ 24 ชม.
ในภาคปลายน้ำ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้เพิ่มศักยภาพการกระจายพลังงานอย่างเต็มกำลัง
- เปิดให้บริการ PTT Station ครบ 2,255 แห่งทั่วประเทศ
- เพิ่มรอบการขนส่งน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง
- ใช้ทุกช่องทางการขนส่ง: รถบรรทุก / ท่อ / เรือ
สัดส่วนการขนส่ง:
- รถบรรทุก 47%
- ท่อส่ง 28%
- เรือ 25%
- ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 35%
- มีการกระจายสินค้าอย่างต่อเนื่องไปยังสถานีบริการและลูกค้า
- ปริมาณน้ำมันสำรอง (ทั้งดีเซลและเบนซิน) ลดลงกว่า 50% ใกล้ระดับสำรองตามกฎหมาย
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึง “Demand Surge” หรือความต้องการใช้พลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่ง OR ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของการกระจายพลังงาน ไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนในระดับผู้บริโภค
แม้บางพื้นที่ เช่น ภาคอีสานตอนล่างและภาคใต้ จะมีสถานีบริการบางแห่งต้องรอการเติมน้ำมันเกิน 12 ชั่วโมง แต่เป็นเพียง “จุดเฉพาะพื้นที่” และอยู่ระหว่างการเร่งแก้ไข
ดูแลทุกภาคส่วน: Jobber – เกษตร – ขนส่ง – อุตสาหกรรม
กลุ่ม ปตท. ยังให้ความสำคัญกับ “ผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่” ผ่านการจัดสรรน้ำมันให้ Jobber อย่างต่อเนื่อง
- ปริมาณจำหน่ายให้ Jobber กลับมาใกล้ระดับปกติราว 4.94 ล้านลิตร/วัน
- กำหนดราคาขายเท่ากับหน้าสถานีบริการ เพื่อป้องกันการบิดเบือนราคา
มาตรการนี้ช่วยให้ ภาคขนส่งไม่สะดุด ภาคเกษตรดำเนินต่อได้ และภาคอุตสาหกรรมไม่หยุดชะงัก
Supply Chain โปร่งใส: เปิดข้อมูลทั้งระบบแบบเรียลไทม์
อีกหนึ่งจุดสำคัญคือ “ความโปร่งใส” ในการบริหารจัดการ กลุ่ม ปตท. ได้เปิดเผยข้อมูลตลอด Supply Chain: ตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบ ,การกลั่น ,การจัดเก็บ ,การขนส่ง และการจำหน่าย พร้อมรายงานต่อภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์พลังงานได้แบบเรียลไทม์

ต้นน้ำยังแข็งแรง: จัดหาน้ำมันจากทั่วโลกแม้ต้นทุนพุ่ง
แม้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และประกันภัยจะเพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงในตะวันออกกลาง แต่กลุ่ม ปตท. ยังคงสามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่อง
สะท้อนถึง:
- เครือข่ายจัดหาที่หลากหลาย
- ความสามารถในการบริหารความเสี่ยง
- ความยืดหยุ่นของ Energy Portfolio

ปิโตรเคมีเดินหน้าต่อ: รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ
ในส่วนของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โรงงานเม็ดพลาสติกยังคงเดินเครื่องเกิน 100% เพื่อรองรับความต้องการ สิ่งนี้มีความสำคัญเพราะ ปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบของหลายอุตสาหกรรม และการหยุดชะงักของการผลิจจะกระทบ GDP โดยตรง
ดังนั้น เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ป้องกันการขาดแคลนวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนการผลิตสินค้าในประเทศ โดยการรักษาความต่อเนื่องของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการ “พยุงเศรษฐกิจ” ในช่วงวิกฤต

1 เดือนของวิกฤตพลังงาน คือ บทพิสูจน์ความพร้อมของระบบพลังงานไทย
แม้สถานการณ์พลังงานโลกจะยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่การดำเนินงานของกลุ่ม ปตท. สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือกับวิกฤต ทั้งในมิติของการผลิต การกระจาย และการบริหารจัดการตลาด
การเดินเครื่องเต็มกำลังของโรงกลั่น การเร่งกระจายน้ำมันของ OR และการดูแลอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอย่างต่อเนื่อง ล้วนเป็น “กลไกสำคัญ” ที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้