![]()
“พิพัฒน์” แบ่งงาน 3 รมช.ลงตัว พร้อมลุยนโยบายเรือธง เดินหน้าสร้างแลนด์บริจด์ รถไฟทางคู่เฟส 2 ลุยสร้าง 3 เส้นทางใต้ก่อน พร้อมเร่งผลักดันตั๋วร่วม รถไฟฟ้า 40 บาท หนุนใช้ระบบขนส่งพลังงานสะอาด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ และนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมมอบนโยบายและทิศทางการทำงานของกระทรวงคมนาคม โดยมี นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงาน และประธานกรรมการหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัด เข้าร่วม

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เพื่อให้การบริหารงานเกิดประสิทธิภาพและตอบสนองนโยบายสูงสุด จึงได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมทั้ง 3 เข้ามาช่วยกำกับดูแลหน่วยงานต่าง ๆ และขยายงานให้ทั่วทุกภูมิภาค ดังนี้
นายสิริพงศ์ กำกับดูแลงานด้านคมนาคมทางบก ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กรมการขนส่งทางราง (ขร.) บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) และกำกับดูแลพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นายภัทรพงศ์ กำกับดูแลงานด้านคมนาคมทางอากาศ ได้แก่ กรมท่าอากาศยาน (ทย.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จํากัด (บวท.) สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด และกำกับดูแลพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ
นายสรรเพชญ กำกับดูแลงานด้านคมนาคมทางน้ำ ได้แก่ กรมเจ้าท่า (จท.) การท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด และกำกับดูแลพื้นที่รวม 18 จังหวัด ได้แก่จังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และ 14 จังหวัดภาคใต้ทั้งหมด
ขณะที่ตนกำกับดูแลหน่วยงาน ได้แก่ กรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ทอท.หรือ AOT
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การดำเนินงานของกระทรวงคมนาคมนั้นเน้นบริหารงานเป็นกรณีพิเศษตามข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เนื่องจากสภาวะการณ์ของโลกมีความไม่แน่นอน โดยจะปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน หันมาให้ความสำคัญกับการซ่อมบำรุงโครงข่ายเส้นทางเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงสุดมากกว่าการทุ่มงบสร้างใหม่ รวมถึงตัดลดงบก่อสร้างอาคารที่ไม่จำเป็น

นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการประหยัดพลังงานด้วยการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานรัฐ และเร่งสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อให้เป้าหมายดังกล่าวเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจโดยเบื้องต้น ขสมก. ได้จัดหารถ EV จำนวน 1,520 คัน เพื่อนำมาทยอยเปลี่ยนทดแทนรถน้ำมันที่ใช้อยู่ และจะรับมอบรถล็อตแรกในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2570 แต่ระหว่างที่รอรับรถจึงมีแนวคิดที่จะหารือกับ บริษัท ไทยสมายล์ บัส จำกัด (TSB) เพื่อขอเช่ารถอีวีจำนวน 800 คัน และนำมาเปลี่ยนรถเมล์ร้อนเป็นรถเมล์อีวีก่อนที่จะได้รับมอบรถ ซึ่งเรื่องนี้ทาง ขสมก.จะต้องไปพิจารณาดำเนินการ คาดว่าอาจจะนำมาให้บริการได้ภายในปี 2569
นโยบายเรือธง สร้างแลนด์บริจด์ ทางคู่เฟส 2
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับนโยบายเรือธงที่จะเร่งผลักดัน ได้แก่ โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย – อันดามัน (แลนด์บริดจ์) เนื่องจากจากเหตุการณ์สงครามตะวันออกกลาง มีความเสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้นจนอาจส่งผลให้เส้นทางเดินเรือทั้งช่องแคบฮอร์มุข รวมถึงช่องแคบทะเลแดงถูกปิด ส่งผลให้เกิดอัมพาตต่อเส้นทางเดินเรือได้ และอาจลุกลามถึงช่องแคบมะละกา ดังนั้นแลนด์บริดจ์จึงเป็นโครงการทางเลือกที่เป็นประโยชน์เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าด้วยกัน ช่วยสร้างงานไม่น้อยกว่า 2 แสนอัตรา และจากผลการศึกษาระบุว่าคุ้มกับการลงทุน โดยจะเชิญเอกชนมืออาชีพผู้ที่มีศักยภาพในการบริหารท่าเรือระดับโลกอย่างดูไบ ประเทศ ยูเออี เข้ามาลงทุน ส่วนการจัดทำ พ.ร.บ. SEC เพื่อรองรับการดำเนินโครงการ คาดว่า จะนำเสนอ ครม.ได้ภายในปีนี้


นอกจากนี้ในปีงบประมาณ 2570 จะเร่งผลักดันโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่เฟส 2 เส้นทางสายใต้ 3 เส้นทาง ได้แก่ 11.รถไฟทางคู่ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 30,422.53 ล้านบาท 2.รถไฟทางคู่ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270.51 ล้านบาท และ 3.รถไฟทางคู่ช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772.90 ล้านบาท เพื่อเชื่อมการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนยังมีนโยบายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรเร่งผลักดันและดำเนินการ พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 เพื่อช่วยลดภาระค่าโดยสาร สำหรับประชาชน โดยให้พิจารณาอัตราค่าโดยสารที่เป็นธรรม ทั้งกับประชาชนและผู้ให้บริการ โดยต้องไม่เป็นภาระทางการเงินต่อรัฐบาล และถูกต้องตามหลักนิติรัฐ และนิติธรรม ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดทำกฎหมายลูก เมื่อแล้วเสร็จจะนำเสนอคณะกรรมการนโยบายตั๋วร่วม
ผลักดันตั๋วร่วม รถไฟฟ้า 40 บาท
ขณะที่ พ.ร.บ.กรมการขนส่งทางรางมีผลบังคับใช้แล้ว และจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง เพื่อพิจารณากฎหมายลูกในวันที่ 23 เมษายนนี้ ซึ่งมีมาตรการสำคัญ คือ การยกเลิกค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน การปรับสิทธิเด็กให้ใช้เกณฑ์อายุไม่เกิน 7 ปี หรือส่วนสูงไม่เกิน 120 เซนติเมตรโดยไม่เสียค่าโดยสาร การคิดค่าโดยสารครึ่งราคาสำหรับผู้สูงอายุ และให้ผู้พิการใช้บริการฟรี รวมถึงการกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องทำประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสารไม่น้อยกว่า 500,000 บาทต่อคน เมื่อแล้วเสร็จจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาต่อไป
“ตั๋วร่วมจะไม่ใช่เฉพาะขนส่งทางรางเท่านั้น แต่จะรวมไปถึงรถเมล์ และเรือ ด้วย โดยจะพยายามให้สามารถใช้ได้ช่วงปีใหม่ 2570 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน”นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนนโยบายรถไฟฟ้าเหมาจ่าย 40 บาท ตลอดวันนั้น ปัจจุบันใช้กับรถไฟฟ้าสายสีแดง และสายสีม่วงแล้ว ส่วนสายสีอื่น ได้มอบหมายให้ รฟม. ไปดำเนินการระบบ Single Ownership เป็นรูปแบบกรรมสิทธิเดียว และเตรียมเจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้า เพื่อซื้อคืนรถไฟฟ้าต่อไป



โชว์ 4 นโยบายหลัก
สำหรับ 4 นโยบายหลัก เพื่อประชาชนและเศรษฐกิจ เป็นเข็มทิศในการทำงานของกระทรวงคมนาคม ประกอบด้วย 1. ลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับความปลอดภัย มุ่งลดต้นทุนการเดินทางในชีวิตประจำวันของประชาชน ควบคู่ไปกับการจัดระเบียบและแก้ปัญหาจุดเสี่ยงบนท้องถนน โดยเฉพาะการเร่งสางปัญหาการก่อสร้างบนถนน เพื่อคืนพื้นผิวจราจรและสร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้รถใช้ถนน
2. กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรม เร่งเบิกจ่ายงบประมาณและดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดกระแสเงินสดหมุนเวียนในระบบ กระตุ้นภาคอุตสาหกรรมและการจ้างงาน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม โดยเร่งรัดโครงการ Quick Win 39 โครงการ เป็นลำดับแรก
3. เปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งพลังงานสะอาด (Green Transport) ส่งเสริมการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนในระบบขนส่งสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง และเป็นกำลังสำคัญในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน
4. วางรากฐานอนาคตและเปิดทางเอกชนร่วมลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมให้พร้อมรองรับอนาคต โดยจะสนับสนุนให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชน (Public Private Partnership: PPP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ ส่งเสริมบรรยากาศการลงทุน และช่วยลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว
“นโยบายทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงคมนาคม พัฒนาระบบคมนาคมที่ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเพื่อเศรษฐกิจไทยที่เติบโตอย่างยั่งยืน” นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย