“พิพัฒน์” สั่ง รฟท. เร่งบริหารทรัพย์สินมหาศาลบนทำเลทอง สางหนี้สะสมเกือบ 3 แสนล้าน

Loading

พิพัฒน์” สั่ง รฟท. เร่งบริหารทรัพย์สินมหาศาลบนทำเลทอง สางหนี้สะสมเกือบ 3 แสนล้านหลุดพ้นภาวะขาดทุน พร้อมเร่งงานค้างคา เปิดประมูลทางคู่สายใต้ 3 เส้นทางภายในปี 69

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมยเร็วนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เดินทางมาตรวจเยี่ยม เพื่อมอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานด้านระบบรางให้แก่ รฟท.โดยมีคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. นาย อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่า รฟท. คณะผู้บริหาร และพนักงาน รฟท. ให้การต้อนรับ

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รฟท.ครบ 129 ปีแล้ว และที่ผ่านมาได้ดำเนินงานตามภารกิจด้วยความเรียบร้อย ซึ่งปัจจุบันการการเดินทางโดยระบบรางยังคงเป็นหนึ่งในการขนส่งที่ปลอดภัยและประหยัดที่สุดสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ดังนั้นจึงมีนโยบายเร่งรัด Quick Win ให้รฟท.เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้แล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ตามแผน อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 ช่วงมาบกระเบา – ชุมทางถนนจิระ การผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถขอรับใบอนุญาตเข้ามาประกอบกิจการเดินรถไฟได้

รวมถึงการเร่งเพิ่มประสิทธิภาพสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องลาดกระบัง (ICD ลาดกระบัง) การพัฒนาความร่วมมือด้านการขนส่งทางรางระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทยกับศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟท่าเรือแหลมฉบัง (SRTO) ตลอดจนเร่งเจรจาคู่สัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

2. ดำเนินการประกวดราคาสำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือมีความพร้อม เพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ตามเป้าหมาย อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย และโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงรังสิต – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต รวมถึงช่วงศิริราช – ตลิ่งชัน – ศาลายา

3. เดินหน้าเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการสำคัญ อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ช่วงชุมพร – สุราษฎร์ธานี ช่วงสุราษฎร์ธานี – หาดใหญ่ – สงขลา และช่วงหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ เพื่อเพิ่มศักยภาพโครงข่ายระบบรางของประเทศให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ที่สำคัญได้สั่งการให้ รฟท. เร่งบริหารจัดการสินทรัพย์ของ รฟท.ที่มีอยู่ทั่วประเทศ โดยการนำใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ซึ่งจากข้อมูลพบว่าปัจจุบันมีการสร้างรายได้จากสินทรัพย์เพียงแค่ 1% เท่านั้น ซึ่งจุดคุ้มทุนอยู่ที่ 3-4%  จึงมีเป้าหมายให้ รฟท.จะขยับรายได้ส่วนนี้ เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการเงิน และเมื่อถึงเวลานั้นรัฐบาลคงไม่ต้องอุดหนุนเงินให้กับ รฟท.แล้ว

“เวลานี้ รฟท.มีภาระหนี้สะสมอยู่เกือบ 3 แสนล้านบาท และต้องเตรียมรองรับกำหนดชำระหนี้ในปี 70 เป็นเงินประมาณ 2 หมื่นล้าน ซึ่งคงต้องให้รัฐบาลช่วยจ่ายไปก่อน แต่จะให้จ่ายไปเรื่อยๆ คงไม่ไหว  ดังนั้น รฟท.ต้องนำสินทรัพย์ของตัวเองที่มีอยู่มหาศาลมาเก็บเกี่ยวประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และเมื่อถึงจุดนั้นก็มั่นใจว่ารฟท.จะสามารถแปรสภาพจากรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนเป็นรัฐวิสาหกิจที่ทำกำไรให้กับประเทศได้ และรฟท.ก็จะหลุดพ้นจากภาวะขาดทุนสะสมได้แน่นอน” นายพิพัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะมีการหารือกันว่าสินทรัพย์ใดที่ รฟท. จะมอบหมายให้ บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) ซึ่งเป็นบริษัทลูกนำไปบริหารจัดการสัญญาเช่าและพัฒนาที่ดินศักยภาพสูง โดยเฉพาะพื้นที่แปลงใหญ่ที่เป็นทำเลทองในกรุงเทพฯ  ได้แก่ ที่ดินบริเวณสถานีหัวลำโพง ,ที่ดินย่านสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ),ที่ดินย่านมักกะสัน และที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงที่ดินบริเวณสถานีใหญ่ในหัวเมืองหลัก เช่น ขอนแก่น และหาดใหญ่ เป็นต้น

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า วันนี้ระบบรางกลับมาได้รับความนิยมจากประชาชน และเชื่อว่าไม่เกิน 6 ปี โครงการรถไฟทางคู่จะแล้วเสร็จทั้งหมด ดังนั้น รฟท.ต้องจัดทำแผนว่าจะใช้ประโยชน์จากทางคู่กี่เปอร์เซ็น และเหลือกี่เปอร์เซ็ฯที่จะเปิดให้เอกชนเช่าใช้ระบบราง เพื่อให้เกิดประโยชน์มากขึ้น

ด้านนายอนันต์ กล่าวว่า รฟท. ได้เริ่มกระบวนการส่งมอบสิทธิการเช่าที่ดินนำร่องที่มีมูลค่าเกิน 500 ล้านบาท จำนวน 10 แปลง มูลค่ารวมกว่าแสนล้าน ให้แก่ SRTA เพื่อดำเนินการจัดหาผู้ร่วมลงทุนและผู้เช่าช่วงที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาพัฒนาพื้นที่แล้ว โดยแปลงที่พร้อมดำเนินการได้ทันที ได้แก่ พื้นที่ย่านสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (โซน A) และ พื้นที่หัวมุม อ.ต.ก. ส่วนพื้นที่แปลงอื่นๆก็จะทยอยดำเนินการพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่ต่อไป

นายอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนของโครงการรถไฟทางคู่ ระยะ (เฟส) ที่ 2 จำนวน 6 เส้นทางนั้นในเส้นทางสายใต้ 3 เส้นทาง ได้แก่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 30,422 ล้านบาท ,ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772 ล้านบาท ได้ผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ภายในปี 2569

ส่วนอีก 3 เส้นทาง ได้แก่ ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 281 กม. วงเงิน 81,143 ล้านบาท, ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 308 กม. วงเงิน 44,095 ล้านบาท และช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. วงเงิน 68,222 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ในปี 2570