![]()
สถานการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดพลังงานโลก ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งส่งผลลบต่อเสถียรภาพด้านอุปทานพลังงานและความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก
โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ ณ ไตรมาส 1 ปี2569 ปิดที่ 121.10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากในไตรมาส 4 ปี2568 ที่ปิดที่ 61.57 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ค่าเงินบาทเฉลี่ยแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับในไตรมาส 1 ปี 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 34.1 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่ในไตรมาส 1ปี2569 ค่าเงินบาท เฉลี่ยอยู่ที่ 31.8 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ดูแลความมั่นคงด้านพลังงานไทย ได้ติดตามและบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด โดยมีการจัดตั้งศูนย์ บริหารเหตุการณ์ (PTT ICS) และประสานงานกับบริษัทในกลุ่มและหน่วยงานของรัฐ พร้อมทั้งปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติมจากแหล่งนอกพื้นที่ความขัดแย้ง ทำให้สามารถเดินเครื่องหน่วยผลิตน้ำมันสำเร็จรูป สารปิโตรเคมีและไฟฟ้าได้เต็มที่ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศและรักษาความ มั่นคงทางพลังงานในช่วงที่ตลาดโลกอยู่ในภาวะตึงตัว
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังส่งผลให้ กลุ่ม ปตท. มีภาระด้านสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น จากหลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) เงินทุนหมุนเวียนในการจัดหาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงเงินค้างชำระจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของ ปตท. ในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ แม้ต้องเผชิญกับต้นทุนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ปตท. ยังคงดำเนินโครงการสำคัญต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับผลการดำเนินงาน (Performance Uplift) ร่วมกันในกลุ่ม ผ่านโครงการ MissionX พร้อมทั้งขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS โดยมุ่งเน้นการนำ Digital Tools และ AI มาใช้ในการทำงานอย่างคุ้มค่า นอกจากนี้ ยังเดินหน้าเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในและต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1 ควบคู่กับการดำเนินงานด้าน Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหารสภาพคล่อง กระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท. อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตอย่าง ยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัท มีกำไรสุทธิ 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.8% จากไตรมาสก่อน โดยมีรายได้รวม อยู่ที่ 718,729 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 12.6% จากไตรมาสก่อน
ในไตรมาส 1/2569 ปตท. และบริษัทย่อยมีกําไรจากการดําเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจําหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) รวมการปรับปรุงผลกระทบจากการป้องกันความเสี่ยง จํานวน 115,879 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 49.3% จากไตรมาสก่อน
ทั้งนี้ ผลประกอบการในไตรมาส 1 ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก มาจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดยธุรกิจการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้น จากค่าการกลั่นอ้างอิงตลาด (Market GRM) และปริมาณขายเพิ่มขึ้น รวมถึงกําไรสต็อกน้ำมันสุทธิกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น
โดยในไตรมาส 1 ปีนี้ ปตท. และบริษัทย่อยมีผลกําไรประมาณ 46,000 ล้านบาท ขณะที่ในไตรมาส 1/2568 มีผลกําไรประมาณ 1,500 ล้านบาท ประกอบกับธุรกิจปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น ตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบ และปริมาณขายของกลุ่มอะโรเมติกส์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ส่วนกลุ่มธุรกิจสํารวจและผลิตปิโตรเลียมมีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากรายได้จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งกลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากต้นทุนก๊าซ ที่ปรับลดลง จากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซฯ ใหม่ที่เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 และปริมาณขายรวมที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยปรับลดลงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในไตรมาส 1/2569 ประกอบกับราคาปิโตรเคมีที่ใช้อ้างอิงส่วนใหญ่ปรับลดลง อย่างไรก็ตามธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากการบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปรับกรอบคุณภาพก๊าซฯ (C-day) ในไตรมาส 1/2569
อีกทั้ง ในไตรมาส 1 ปี2569 มีการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ (Non-recurring Items) สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นผลขาดทุนประมาณ 2,900 ล้านบาท โดยหลักจากการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ในบริษัท จีซี โพลีออลส์ จํากัด (GCP) ของบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จํากัด (มหาชน) หรือ PTTGC ประกอบกับในไตรมาส 1 ปี2568 รับรู้เป็นผลขาดทุนประมาณ 200 ล้านบาท โดยหลักจากส่วนแบ่งผลขาดทุนจากการด้อยค่าสุทธิกับการกลับรายการด้อยค่าเงินลงทุนของบริษัท อูเบะ เคมิคอลส์ (เอเชีย) จํากัด (มหาชน) หรือ UCHA ของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC
ทั้งนี้ ปตท. ยังคงมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่เทียบเท่าระดับประเทศ จากปัจจัยดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อ พื้นฐานทางธุรกิจความสามารถในการดำเนินงาน และศักยภาพในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ แม้สภาวะเศรษฐกิจโลกและตลาดพลังงานยังคงมีความผันผวน โดย ณ 31 มีนาคม 2569 ฐานะการเงินของ ปตท. และบริษัทย่อย มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น จำนวน 3,583,216 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 313,556 ล้านบาท หรือ 9.6% จาก ณ 31 ธันวาคม 2568 ที่มี สินทรัพย์รวมจำนวน 3,269,660 ล้านบาท

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจโลกในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ปตท. ประเมินว่าแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากไตรมาส 1 ท่ามกลางความขัดแย้งใน ตะวันออกกลางที่ดําเนินอย่างต่อเนื่อง โดยส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านสามช่องทาง ได้แก่
1. ผลกระทบทางตรงจากราคาพลังงาน ต้นทุนสินค้าและบริการที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาพลังงานเป็นต้นทุนหลัก อาทิ ปุ๋ย เคมีภัณฑ์ อาหาร ขนส่ง และ ระบบให้ความร้อน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นและกําลังซื้อของครัวเรือนปรับตัวลดลง
2. ผลกระทบทางอ้อมจากการขอขึ้น ค่าแรงและราคาสินค้าและบริการ เพื่อชดเชยอัตราเงินเฟ้อที่ปรับขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพราคาอยู่ในระดับ ต่ำ
3. ตลาดการเงินโลกที่อาจเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง จากความไม่แน่นอนทางภูมิเศรษฐศาสตร์และการแข็งค่าขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้นักลงทุนทยอยขายสินทรัพย์เสี่ยง ทําให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตาม สถานการณ์ โดยเฉพาะผลของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงอย่างถาวร และเอื้อ ให้เกิดการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ในช่วงเวลาใด ตามรายงานของ S&P Global ณ เดือนเมษายน 2569 ความต้องการใช้นํ้ามันของโลกในปี 2569 คาดว่าจะลดลง 2.0 MMBD ไปอยู่ที่ระดับ 104.1 MMBD จากข้อจํากัดด้านอุปทาน ท่ามกลางผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทําให้ตลาด เปลี่ยนจากภาวการณ์ชะงักของการส่งออกไปสู่ภาวะตึงตัวด้านอุปทาน และเริ่มถ่ายทอดแรงกดดันมายังฝั่งอุปสงค์ โดยเฉพาะในช่วง เดือนมีนาคมถึงมิถุนายน ซึ่งภาคปิโตรเคมี การบิน และการขนส่งได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น การขาดแคลนวัตถุดิบ และข้อจํากัดด้านโลจิสติกส์ ทั้งนี้ คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบใน ปี 2569 จะเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 82-92 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 12.5-13.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ขณะที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี2569 แนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากไตรมาส 1 จากผลกระทบที่ชัดเจนขึ้นของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยราคาพลังงานและเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและภาคขนส่งเพิ่มขึ้น กดดันกําลังซื้อของครัวเรือน และการลงทุนภาคเอกชน เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะชะลอตัวลง ซึ่งสะท้อนจากจํานวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่า จะลดลงจากเที่ยวบินที่หายไปและความกังวลด้านความปลอดภัยในการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคการส่งออก สินค้าคาดว่าจะขยายตัวชะลอลงตามอุปสงค์โลกที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง แม้ว่ามีปัจจัยหนุนจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกขาขึ้น ประกอบกับมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่ผ่อนคลายลงในระยะสั้น
ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่สําเร็จอย่างรวดเร็วโดยมีแกนนําชุดเดิมทําให้นโยบายมีความต่อเนื่อง และช่วยเสริมเสถียรภาพทางการเมืองมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการขยายตัวของ เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้น
ตลอดจนมาตรการภาษีนําเข้า สหรัฐฯ ที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการบังคับใช้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ในการตรวจสอบและตอบโต้นโยบาย การค้าที่สหรัฐฯ เห็นว่าไม่เป็นธรรม ยังเป็นความเสี่ยงสําคัญต่อภาคการส่งออกไทยในช่วงครึ่งหลังของปี จากความเป็นไปได้ของการ กลับมาขึ้นภาษีนําเข้าเป็นรายสินค้าในบางอุตสาหกรรมหลัก