![]()
“พิพัฒน์” สั่ง กทพ. เร่งเครื่องบิ๊กโปรเจกต์ทางด่วนกะทู้-ป่าตอง – ทางด่วน N2 เตรียมหารืออธิการบดีม.เกษตรศาสตร์ พร้อมลุยสร้าง Double Deck แก้รถติด ลั่นเปิดบริการทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนองปลายปี 69 เป็นของขวัญปีใหม่

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลัง ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานและมอบนโยบายแก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ว่า ขอให้ กทพ. เร่งรัดดำเนินโครงการตาม Quick-win ให้เป็นไปตามแผนงานและกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยเฉพาะโครงการทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันตก และโครงการทางพิเศษสายฉลองรัชส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ – ถนนลำลูกกา ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่ประชาชนรอคอย
อย่างไรก็ตามสำหรับโครงการทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ด้านตะวันตกปัจจุบัน มีความก้าวหน้าไปมากกว่า 90% และมีเป้าหมายที่จะเปิดให้ประชาชนใช้งานได้ภายในปลายปี 2569 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนทั้งนี้ตนได้เน้นย้ำว่าทุกขั้นตอนการดำเนินงานต้องคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ถนนพระราม 2 ต้องมีการบริหารจัดการจราจรระหว่างก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินงานตามมาตรฐานทางวิศวกรรมอย่างเคร่งครัด
พร้อมกันนี้ตนยังได้เร่งรัดให้กทพ. ดำเนินการลงทุนพัฒนาโครงการทางพิเศษ จังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้-ป่าตอง มีระยะทางรวม 3.98 กิโลเมตร โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อขออนุมัติปรับรูปแบบขนาดของอุโมงค์ โดยลดความกว้างอุโมงค์จาก 17 เมตรเหลือ 14 เมตร เพื่อควบคุมงบประมาณไม่ให้บานปลายจากค่าก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้น ส่วนรูปแบบการก่อสร้างยังเป็นรูปแบบเดิม Design & Build



นอกจากนี้ยังขอให้เร่งผลักดันโครงการใหม่ เพื่อขยายโครงข่ายรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจเมือง อาทิ การแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเร่งรัดโครงการทางพิเศษสายศรีนครินทร์ – สุวรรณภูมิ และโครงการทางพิเศษสายฉลองรัช – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันออก (โครงการทางด่วน N2) ระยะทาง 6.67 กิโลเมตร ทั้งนี้จากผลการตรวจสอบยืนยันว่าตอม่อเดิมบนถนนเกษตร-นวมินทร์ยังมีความแข็งแรงยังสามารถใช้งานได้
สำหรับโครงการทางพิเศษในแนวฝั่งตะวันออก-ตะวันตก (ถนนงามวงศ์วาน-ถนนประเสริฐมนูกิจ) (ทางด่วนตอน N1 เดิม) ยืนยันรูปแบบการก่อสร้างเป็นทางยกระดับ เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่และงบประมาณการขุดอุโมงค์ที่สูงเกินไป โดยตนจะเป็นผู้ลงไปเจรจากับอธิการบดีและสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วยตนเอง เพื่อขอความร่วมมือในการเดินหน้าโครงการเพื่อแก้ปัญหารถติด
ขณะเดียวกัน ได้เน้นย้ำให้พิจารณาโครงการในอนาคตอย่างรอบคอบและรัดกุม โดยเฉพาะโครงการทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 (Double Deck) ช่วงงามวงศ์วาน – พระราม 9 ซึ่งต้องศึกษารายละเอียดการดำเนินงานอย่างถี่ถ้วนก่อนเสนอครม. สำหรับผลกระทบต่อชาวบ้านประมาณ 200-300 คนในพื้นที่ก่อสร้าง กระทรวงคมนาคม พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นและหาแนวทางเยียวยา คาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2-3 เดือนนี้
พร้อมกันนี้ ให้เร่งผลักดันโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่ – เกาะแก้ว – กะทู้ และเตรียมความพร้อมในการเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการร่วมลงทุนโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ตทั้ง 2 ระยะ รองรับการขยายตัวของเมืองและเศรษฐกิจในระยะยาว
ประมูลปีนี้ทางด่วนกะทู้-ป่าตอง – ทางด่วน N2
ด้าน นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. กล่าวว่า กทพ. พร้อมนำนโยบายที่ได้รับไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะเร่งขับเคลื่อนโครงการสำคัญตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมให้เป็นไปตามเป้าหมายและกรอบระยะเวลาที่กำหนดควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในทุกมิติ ทั้งด้านงานก่อสร้าง การบริหารจัดการจราจรและการให้บริการแก่ประชาชน

สำหรับโครงการเร่งด่วนที่จะต้องนำเสนอ ครม. ภายในปีนี้นั้นมี 2 โครงการ คือ โครงการทางด่วนสายกะทู้-ป่าตอง โดยเตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกทพ. (บอร์ด) ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และคาดว่าเสนอครม.ได้ในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อขออนุมัติปรับแบบขนาดอุโมงค์จากที่มีความกว้าง 17 เมตร เหลือ 14 เมตร เพื่อให้สามารถก่อสร้างได้ในกรอบวงเงินเดิม 11,000 ล้านบาท เพื่อควบคุมงบประมาณการก่อสร้าง เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนค่าก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้นราว 10%
ทั้งนี้แม้จะมีการปรับลดขนาดอุโมงค์ แต่ยังคงมาตรฐานความปลอดภัยและช่วยลดความเสี่ยงด้านธรณีวิทยาได้ดีกว่าเดิม อย่างไรก็ตามหากดำเนินการตามแบบเดิมที่มีขนาดอุโมงค์ 17 เมตรนั้นจะทำให้มีต้นทุนค่าก่อสร้างเพิ่มเป็น 13,000 ล้านบาท คาดว่าสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2574 ขณะที่โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่ – เกาะแก้ว – กะทู้ ระยะทาง 30.62 กม. วงเงินลงทุน 46,752 ล้านบาท โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการภายในปี 2574 เช่นกัน ส่วนอัตราค่าผ่านทางนั้นนายพิพัฒน์ มีนโยบายให้กทพ.ไปพิจารณาปรับลดค่าผ่านให้สอดคล้องสภาพเศรษฐกิจ
ขณะที่โครง N2 นั้นก็เป็นอีกโครงการที่เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกทพ. (บอร์ด) ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และคาดว่าจะเสนอต่อที่ประชุม ครม. ได้ในเดือนมิถุนายน 2569 หาก ครม. ให้ความเห็นชอบ จะสามารถเปิดประมูลได้ภายใน 1 เดือนทันที คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ต้นปี 2570 พร้อมเปิดให้บริการได้ในปี 2574
ไม่ต้องทุบตอม่อ เกษตร-นวมินทร์
ส่วนค่าก่อสร้างของโครงการ N2 จากการประเมินคาดปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 10% เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนวัสดุที่สูงขึ้น โดยโครงการนี้ไม่สามารถปรับลดขนาดโครงสร้าง (Segment) เพื่อลดงบประมาณเหมือนโครงการอุโมงค์ที่ภูเก็ตได้เพราะเป็นทางยกระดับ ส่วนความแข็งแรงของตอม่อที่มีการก่อสร้างไว้ตั้งแต่ปี 2538 นั้นยังมีความแข็งแรงตามหลักสถิติและวิศวกรรม สามารถใช้งานต่อได้โดยไม่ต้องทุบทิ้ง
อย่างไรก็ตามสำหรับการลงทุนในโครงการใหม่นั้นรูปแบบการลงทุนจะเน้นการใช้เงินจากกองทุน TFF และการร่วมทุนกับเอกชน (PPP) มากขึ้นในสัดส่วน 70% และส่วนที่รัฐลงทุนเองจะอยู่ที่ประมาณ 30% เพื่อลดภาระภาษีของประชาชน สนองนโยบายรัฐบาล โดยจะเริ่มโครงการกะทู้-ป่าตองเป็นโครงการแรก
เพิ่มประสิทธิภาพให้บริการทางด่วน
นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน กทพ. ได้มีการพัฒนาและนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ อาทิ การส่งเสริมระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ Easy Pass และการพัฒนาบริการผ่านแอปพลิเคชัน EXAT Portal ให้ทันสมัย ใช้งานได้ง่ายขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ทางพิเศษให้ได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีสัดส่วนผู้ใช้ระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ Easy Pass ประมาณร้อยละ 57.61% ของปริมาณการจราจรทั้งหมด และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนผู้ใช้ Easy Pass เป็นร้อยละ 70 ภายในปี 2571 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง ลดปัญหาการจราจรบริเวณหน้าด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษและยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการแก่ประชาชน
ตั้งเป้าเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ
พร้อมกันนี้ กทพ. ยังมุ่งมั่นดำเนินงานตามแนวทาง Green Transport และเป้าหมายการเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 30 ภายในปี 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2608 ผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาดมาใช้ในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง อาทิ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) บนอาคารศูนย์บริหารทางพิเศษและด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ
การปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้าและแสงสว่างเป็นหลอด LED การส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายในองค์กร รวมถึงการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรองรับการใช้งาน ตลอดจนการพัฒนาและส่งเสริมระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ Easy Pass เพื่อช่วยลดการจราจรติดขัดและลดการจอดชำระเงินสดบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยมลพิษจากการเดินทาง