“คงกระพัน” ย้ำ! ซัพพลายน้ำมันดีเซล เบนซิน LPG ในประเทศจะไม่มีวันขาด

Loading

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เป็นบริษัทแกนนำ (Flagship) ของกลุ่ม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT โดยเป็นหัวหอกหลักในการดำเนินธุรกิจด้านน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก ทั้งการบริหารสถานีบริการ (ปั๊มน้ำมัน PTT Station) และธุรกิจนอนออยล์ (Non-Oil) เช่น ร้านกาแฟ Café Amazon และร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น

ในช่วงภาวะวิกฤตพลังงานท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางนั้นกลุ่มบริษัท ปตท. ในฐานะผู้ดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศมีการวางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานผ่านการบริหารแผนฉุกเฉินอย่างเป็นระบบ พร้อมปรับตัวด้วยเครือข่ายการค้าระดับโลก เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนไทยจะมีเชื้อเพลิงใช้งานอย่างต่อเนื่องแม้ในสภาวะวิกฤต

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. ระบุว่า ปตท. ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมผ่าน การซ้อมแผนฉุกเฉิน (Crisis Management) เป็นประจำทุกปี ครอบคลุมทั้งวิกฤตพลังงาน วิกฤตไซเบอร์ และเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเพิ่งมีการซ้อมไปเมื่อปีที่ผ่านมา การซ้อมแผนดังกล่าวช่วยให้ทุกภาคส่วนทราบบทบาทหน้าที่ตั้งแต่การจัดหา การผลิต ไปจนถึงการสื่อสาร เพื่อป้องกันภาวะเชื้อเพลิงขาดแคลนในประเทศ

ทั้งนี้ประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบถึง 90% ของความต้องการทั้งหมด ปตท. จึงใช้กลยุทธ์กระจายแหล่งนำเข้าจากทั่วโลก เช่น อเมริกา แอฟริกาตะวันตก และเอเชีย เพื่อลดผลกระทบหากเส้นทางขนส่งในเปอร์เซียมีปัญหา โดยอาศัยศักยภาพของ ออฟฟิศ Trading ในลอนดอน ฮิวสตัน อาบูดาบี และสิงคโปร์ ที่ลงทุนมานานกว่า 10 ปี ทำให้มีพันธมิตรที่พร้อมส่งมอบน้ำมันและก๊าซได้ทันทีในยามวิกฤต ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าปั๊มน้ำมัน PTT Station ของ OR จะมีน้ำมันที่เพียงพอ

อีกปัจจัยที่ช่วยลดเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน คือ โรงกลั่นในเครือ ปตท. ที่เดินเครื่องเต็มประสิทธิภาพที่ 105-107% ในช่วงวิกฤตพลังงาน ขณะที่โรงกลั่นหลายแห่งในเอเชียพากันลดกำลังการผลิตเนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้น โดยนายคงกระพัน ยืนยันว่า ซัพพลายน้ำมันดีเซล เบนซิน และ LPG ในประเทศจะไม่มีวันขาด แม้การนำเข้าน้ำมันบางล็อตอาจต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนจากการแกว่งตัวของราคาก็ตาม

นายคงกระพัน กล่าวอีกว่า ในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ปตท. ได้ตัดสินใจ เพิ่มสภาพคล่องกว่า 200,000 ล้านบาท เพื่อสำรองน้ำมันล่วงหน้าและบริหารความเสี่ยง แม้ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึงเดือนละ 600 ล้านบาท แต่ ปตท. ยืนยันว่าค่าบริหารความเสี่ยงส่วนนี้จะไม่ถูกส่งผ่านไปยังราคาน้ำมันที่ประชาชนจ่าย ทั้งนี้เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเป็นรัฐวิสาหกิจและการดูแลผู้ถือหุ้น โดยยึดหลักการช่วยเหลือประเทศเป็นลำดับแรกในยามวิกฤต

นายคงกระพัน กล่าวว่า พลังงานฟอสซิลจะยังจำเป็นสำหรับไทยในระยะยาว แต่ปตท.ก็ไม่ได้หยุดนิ่งที่จะรุกเข้าสู่ธุรกิจใหม่เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน เช่น การขยายสถานีชาร์จ EV ผ่าน OR ที่มุ่งเน้นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ และการลงทุนในธุรกิจ Life Science ในต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้จากต่างประเทศกลับมาขับเคลื่อนนโยบายในไทย นายคงกระพัน ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ยืนยันว่ากลุ่มปตท.จะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางพลังงาน (Defensive Strategy) เพื่อช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นโลกที่ผันผวนนี้ไปได้อย่างมั่นคงที่สุด