“พิพัฒน์” ประกาศลั่นปิดท่าเรือคลองเตยถาวร พัฒนาเป็นศูนย์รวมความบันเทิงครบวงจร

Loading

พิพัฒน์” ประกาศลั่นปิดท่าเรือคลองเตยถาวร พร้อมปฏิวัติแผนพัฒนาเชิงพาณิชย์ ดันพื้นที่ทองคำเป็นศูนย์รวมความบันเทิงครบวงจรแบบไร้คาสิโน แบ่งผลประโยชน์อัพเกรดคุณภาพชีวิตชุมชน

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ที่อาคารที่ทำการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานแก่กทท.เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาท่าเรือไทยให้เป็น ประตูการค้าแห่งโอกาสของประชาชน และเป็นเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทยที่เชื่อมโยงการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวและระบบโลจิสติกส์ของโลกเข้ากับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมไปรื้อมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เดิมที่มีมาตั้งแต่ก่อนการสร้างท่าเรือแหลมฉบังว่ามีแนวคิดที่จะรวมศูนย์บริหารจัดการท่าเรือไปไว้ที่แหลมฉบังแห่งเดียวหรือไม่ เนื่องจากส่วนตัวเห็นว่าไม่ควรบริหารจัดการท่าเรือสองแห่งพร้อมกัน เพราะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณและบุคลากรโดยไม่จำเป็น ประกอบกับพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพมีปัญหาจราจรแออัดจากระบบโลจิสติกส์ และปัจจุบันเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่มีแนวโน้มเข้ามายังท่าเรือกรุงเทพลดต่ำลงอย่างมาก เนื่องจากข้อจำกัดด้านร่องน้ำและส่วนลึกของแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้เรือสินค้าลำใหญ่ ๆ หันไปใช้บริการที่ท่าเรือแหลมฉบังเป็นหลัก

“ผมมีนโยบายชัดเจนว่าการบริหารจัดการท่าเรือควรมีแห่งเดียวที่แหลมฉบัง ดังนั้นในอนาคตควรวางแผนยุบท่าเรือกรุงเทพ เพื่อการบริหารจัดการท่าเรือที่ดีกว่า โดยยืนยันว่าจะลดบทบาทของท่าเรือกรุงเทพและปิดตัวลงอย่างถาวรแน่นอน” นายพิพัฒน์ กล่าวและว่า ในระหว่างนี้ได้มอบหมายให้กทท. ไปศึกษาแผนการดำเนินงาน ก่อนนำเสนอกระทรวงคมนาคมและคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันท่าเรือกรุงเทพรองรับตู้สินค้าอยู่ราว ๆ 1.2 – 1.3 ล้านทีอียู (TEU) ต่อปี ในขณะที่แหลมฉบังรองรับอยู่ประมาณ 8 ล้านกว่าทีอียูต่อปี และกำลังจะขยายเป็น10 ล้านทีิียูต่อปี หากคิดเป็นสัดส่วนของท่าเรือกรุงเทพอยู่ที่ประมาณ 10 %เท่านั้น ดังนั้นจึงมีแผนที่จะทำการเคลียร์พื้นที่ และพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชนและประเทศชาติ

โดยสั่งการให้คณะกรรมการ (บอร์ด) กทท. และผู้บริหาร กทท. ไปศึกษาแผนการพัฒนาท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนรอบท่าเรือ (คลองเตย) ซึ่งปัจจุบันมีชุมชนแออัดรอบท่าเรือประมาณ 12,600 ครัวเรือน หรือราวกว่า 40,000 คน เบื้องต้นจะจัดสรรพื้นที่ประมาณ 500 -600 ไร่ เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยในแนวตั้ง (อาคารสูง/แฟลต) รวมถึงพื้นที่สาธารณประโยชน์ เช่น สวนสาธารณะ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน (สถานเลี้ยงเด็กอ่อน/ชั้นอนุบาล) จนถึงระดับประถมและมัธยม รวมถึงโรงพยาบาลชุมชน โดยจะเปิดโอกาสให้ชาวชุมชนคลองเตยได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและการดูแลสวัสดิการก่อนเป็นอันดับแรก

ต่อข้อถามถึงแผนการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่ท่าเรือกรุงเทพ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นโยบายครั้งนี้จะเป็นการปฏิวัติแผนที่เคยศึกษาไว้และยังไม่จบ เพราะยังมีประเด็นที่คนในชุมชนแออัดยังไม่ยอมรับ เนื่องจากในอดีตยังไม่มีการนำเสนอจุดมุ่งหมายและผลประโยชน์ตอบแทนที่ชัดเจน

ดังนั้นตนและผู้บริหาร กทท. ยืนยันว่าจะลงพื้นที่ไปชี้แจงและอธิบายแนวทางดังกล่าวกับประชาชนในชุมชนด้วยตนเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่าการดำเนินโครงการนี้จะมีการจัดสรรผลประโยชน์หรือผลกำไรต่อปีกลับคืนมาพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในพื้นที่โดยตรง

ขณะที่พื้นที่ที่เหลือนั้นเบื้องต้นจะนำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดเป็นศูนย์รวมความบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) ที่ไม่มีคาสิโนอย่างแน่นอน ซึ่งอาจจะพัฒนาให้มีท่าเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) ท่าจอดเรือยอชต์ และเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในรูปแบบสัมปทาน 30 ปี หรือ 50 ปี ซึ่งผลประโยชน์และรายได้หรือกำไรในแต่ละปีที่รัฐบาลและ กทท. ได้รับ จะถูกแบ่งสัดส่วนส่วนหนึ่งกลับมาใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน เพื่อให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน