![]()
ท่ามกลางสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังคงเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ ผ่านวงเงินสินเชื่อรวมกว่า 68,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ความร่วมมือดังกล่าวประกาศขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 โดยแบ่งวงเงินสนับสนุนออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ วงเงินสินเชื่อระยะยาวจำนวน 17,376 ล้านบาท และวงเงินสินเชื่อระยะสั้นจำนวน 51,000 ล้านบาท เพื่อรองรับภารกิจสำคัญของกลุ่ม ปตท. ทั้งในด้านการบริหารสินทรัพย์ การเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ และการดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในช่วงที่ตลาดพลังงานโลกมีความผันผวนสูง
ยกระดับกลยุทธ์ Asset Monetization สร้างมูลค่าเพิ่มจากโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
สำหรับวงเงินสินเชื่อระยะยาวจำนวน 17,376 ล้านบาท จะนำไปสนับสนุนการดำเนินงานของ บริษัท แทงค์อินฟรา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT Tank) ถือหุ้นทั้งหมด โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันกลยุทธ์ Asset Monetization หรือการบริหารสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แนวทางดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ด้านโครงสร้างพื้นฐาน เปิดโอกาสให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ ๆ รวมถึงขยายความร่วมมือเชิงพาณิชย์กับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรและประเทศ

เสริมสภาพคล่อง รับมือวิกฤตพลังงานโลก
ขณะที่วงเงินสินเชื่อระยะสั้นอีก 51,000 ล้านบาท มีเป้าหมายเพื่อรองรับภารกิจด้านการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบและตลาดพลังงานโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งในพื้นที่สำคัญของโลกส่งผลให้ราคาพลังงานมีความผันผวนต่อเนื่อง ส่งผลต่อทั้งต้นทุนการนำเข้าพลังงานและภาคเศรษฐกิจโดยรวม ประเทศไทยซึ่งยังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีสภาพคล่องและศักยภาพทางการเงินที่เพียงพอในการบริหารจัดการด้านพลังงาน เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

ปตท. เดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. กล่าวว่า กลยุทธ์ Asset Monetization ของกลุ่ม ปตท. มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ สร้างการทำงานร่วมกัน (Synergy) ระหว่างธุรกิจในเครือ เพื่อก่อให้เกิดทั้ง Asset & Capital Optimization ควบคู่กับการปลดล็อกมูลค่าของสินทรัพย์และสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
นอกจากนี้ ปตท. ยังยืนยันบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกหลักด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด โดยคำนึงถึงความสมดุลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบัน ทิศทางของอุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจน การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) รวมถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเชื้อเพลิงสะอาด ซึ่งล้วนต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมหาศาลและการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ ความสามารถในการบริหารสินทรัพย์และระดมทุนจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันขององค์กรพลังงานระดับโลก
SCB มั่นใจศักยภาพ ปตท. พร้อมสนับสนุนการเติบโตระยะยาว
ด้านนายสารัชต์ รัตนาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การสนับสนุนทางการเงินในครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของธนาคารที่มีต่อศักยภาพของ ปตท. ในการปรับตัวและเติบโตภายใต้บริบทของอุตสาหกรรมพลังงานที่กำลังเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการมุ่งสู่พลังงานแห่งอนาคตและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานผ่านโครงการ Infrastructure Flagship เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
SCB มองว่า ภาคการเงินมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ธุรกิจทั่วโลกกำลังเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ การสนับสนุนแหล่งเงินทุนให้กับองค์กรที่มีบทบาทสำคัญอย่าง ปตท. จึงไม่เพียงช่วยสร้างการเติบโตขององค์กร แต่ยังส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบพลังงานไทยในระยะยาว

ความร่วมมือสะท้อนบทบาทพันธมิตรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่าง ปตท. และ SCB ไม่ได้เป็นเพียงการสนับสนุนสินเชื่อขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดย SCB ทำหน้าที่เป็นพันธมิตรทางการเงินที่สนับสนุนการเติบโตเชิงกลยุทธ์ ขณะที่ ปตท. ยังคงทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น และเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงานในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
การสนับสนุนวงเงินกว่า 68,000 ล้านบาทในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของภาคธุรกิจไทยในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และสร้างความพร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานแห่งอนาคต ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ทั้งในด้านความมั่นคงทางพลังงาน ความสามารถในการรองรับการลงทุน และการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคพลังงานใหม่