![]()
EGCO Group กางแผนขับเคลื่อนการลงทุนครึ่งหลังปี69 อัดงบ 3 หมื่นล้านบาท หวังปิดดีล M&A หลังเจราจาอยู่ 2-3 โครงการภายในปีนี้ ดันรับรู้รายได้ต้นปี70 ลั่นพร้อมสร้างโอกาสการเติบโตรับแผน PDP 2026 และ Direct PPA
ท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยภายนอกและภูมิรัฐศาสตร์โลก บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ของไทย ได้ใช้จุดแข็งสำคัญจากการบริหารพอร์ตโฟลิโอแบบ Diversification ที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติของประเทศที่ลงทุน เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เทคโนโลยี และธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนถึงความยืดหยุ่นเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Resilience) และการมีวินัยทางการเงินที่เข้มงวดของ EGCO Groupโดยสามารถรักษาระดับกระแสเงินสดได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างผลตอบแทนที่ดี และจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอตามนโยบายที่วางไว้

โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 มีมติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล จากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2569 ในอัตราหุ้นละ 3.25 บาท หรือคิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทน 4.96% (คิดจากราคาหุ้น ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2569) โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 18 กันยายน 2569

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ระบุว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานทั้งปี 2569 ของ EGCO คาดว่า รายได้จะเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีรายได้รวม 37,905 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิทะลุ 7,000 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ที่จะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว ที่มีปริมาณน้ำเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้น
รวมถึงรับรู้ผลประกอบการที่เติบโตขึ้นทั้งจาก โรงไฟฟ้าพาจู (Paju ) ในเกาหลีใต้,โครงการโรงไฟฟ้า Linden Cogen และโรงไฟฟ้า Compass ในสหรัฐฯ ที่ยังมีดีมานด์ไฟฟ้าเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังรับรู้รายได้เต็มปีจากโครงการโรงไฟฟ้า Pinnacle ll ในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังจะรับรู้รายได้จากการขายสินทรัพย์ อย่างการขายหุ้นสัดส่วน 49% ในโรงไฟฟ้าบ้านโป่งและคลองหลวงให้พันธมิตร K Power ที่คาดว่า จะรับรู้รายได้ราว 3,000 ล้านบาทในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจช่วงครึ่งหลังของปี 2569 EGCO Group จะยังคงมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีวินัย ผ่านกลยุทธ์ “POWER4” โดยเน้นการลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีความยืดหยุ่นสูง และสินทรัพย์พลังงานหมุนเวียนคุณภาพดีที่สร้างกระแสเงินสดทันที ควบคู่กับการทำ Asset Recycling (การหมุนเวียนสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวทางด้านเงินทุน รองรับการขยายการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฐานการลงทุนอันดับ 2 ของบริษัท
โดยในปี2569 EGCO เตรียมงบลงทุนประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งยังเพียงพอสำหรับการลงทุนโครงการใหม่และการพัฒนาโครงการที่อยู่ในมือ ซึ่งในระยะสั้นจะเน้นการลงทุนในต่างประเทศทั้งจาก M&A, Greenfield และ Brownfield โดยจะเลือกโครงการที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมและสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่บริษัทต้องการ ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจา 2-3 โครงการ คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้ และน่าจะรับรู้รายได้ต้นปีหน้า ซึ่งหากปิดดีลโครงการใหม่ได้สำเร็จ จะผลักดันให้กำลังผลิตไฟฟ้าในพอร์ตของ EGCO เติบโตเกิน 7,000 เมกะวัตต์ในปี 2570

ทั้งนี้ ด้วยจุดแข็งและศักยภาพของ EGCO ทั้งจากการมีพอร์ตลงทุนที่กระจายความเสี่ยงอย่างสมดุล (Diversified Portfolio) สถานะทางการเงินและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง (Financial Resilience) โดยมีกระแสเงินอยู่ที่ 31,811 ล้านบาท ประสบการณ์ในธุรกิจไฟฟ้าและพลังงาน (Proven Expertise) และสินทรัพย์ในทำเลศักยภาพสูง (Strategic Assets & Locations) ที่พร้อมต่อยอดการเติบโตอย่างยั่งยืน ตามนโยบายภาครัฐทั้งการปรับแผน PDP 2026 และ Direct PPA ที่มองว่า จะเป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับ EGCO Group ใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่
การขยายกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าเดิม (Conventional Power Generation) บริษัทมองโอกาสจากการต่อยอดโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีพื้นที่รองรับการขยายกำลังผลิต และมีความพร้อม ด้านระบบเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและความเสี่ยงในการพัฒนาโครงการใหม่
การพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนใหม่ (Renewables) บริษัทมีประสบการณ์การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน จึงมองเห็นโอกาสในการเข้าร่วมประมูลหรือพัฒนาโครงการใหม่ ภายใต้แผน PDP 2026 ได้ทันที เมื่อมีรายละเอียดที่ชัดเจน
การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System – BESS) นอกจากพลังงานหมุนเวียนแล้ว บริษัทยังมองเห็นโอกาสในการพัฒนา BESS ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบไฟฟ้าในอนาคต ช่วยเสริมความเสถียรของระบบไฟฟ้า เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าให้ลูกค้า รองรับการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้น และสนับสนุนการผสานพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยบริษัทมีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการ BESS หลายโครงการ ภายใต้บริษัท Apex Clean Energy (APEX) ในสหรัฐอเมริกา
เทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต SMR (Small Modular Reactor) บริษัทยังคงติดตามพัฒนาการของ SMR อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่า SMR อาจเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญสำหรับการผลิตไฟฟ้าฐานที่มีความน่าเชื่อถือสูง ควบคู่ไปกับเป้าหมายด้านการลดคาร์บอนในระยะยาว ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ ความพร้อม และความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำระดับสากล เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงานในอนาคต
การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง (EGCO Rayong Industrial Estate – ERIE) พื้นที่ 621 ไร่โครงการ ERIE ใน จ.ระยอง ถูกวางตำแหน่งเป็นโมเดลธุรกิจยุคใหม่ที่รวมพลังงานและสาธารณูปโภคครบวงจร (Integrated Energy Platform) ขับเคลื่อนผ่าน 4 ด้าน ได้แก่ 1) Industrial Estate ขายและให้เช่าที่ดิน พร้อมระบบสาธารณูปโภค 2) Power Generation พัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่และโรงไฟฟ้าขนาดเล็กในนิคม 3) Direct PPA จัดส่งไฟฟ้าพลังงานสะอาดให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมโดยตรง และ 4) Data Center Co-investment ร่วมลงทุนและจัดหาพลังงานสะอาดแก่กลุ่ม Data Center ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตร ประมาณ 2-3 ราย คาดว่า จะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้
อย่างไรก็ตาม EGCO Group ยังแสวงหาโอกาสขยายการลงทุนในต่างประเทศ 6 ประเทศ ที่มีฐานธุรกิจอยู่แล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่บริษัทมีพอร์ตการลงทุนเป็นอันดับที่ 2 รองจากประเทศไทย ซึ่งจะมุ่งเน้นทั้งโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติคุณภาพสูงและพลังงานหมุนเวียน ในขณะเดียวกันก็ยังเปิดรับโอกาสการลงทุน ใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาสนับสนุนการเติบโตของบริษัทในระยะยาวด้วย

ปัจจุบัน (ณ 27 สิงหาคม 2569) EGCO Group มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 6,946 เมกะวัตต์ (รวมโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วและโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) โดยมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนรวม 1,648 เมกะวัตต์ (คิดเป็น 24% ของกำลังผลิตทั้งหมด) ทั้งจากชีวมวล พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมบนบกและนอกชายฝั่ง เซลล์เชื้อเพลิง และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ โดยเน้นการลงทุนใน 7 ประเทศหลัก ได้แก่ ไทย ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา