![]()
ขบ.หารือกระทรวงโยธาธิการและขนส่งลาว มุ่งบูรณาการยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งทางถนนไทย – ลาว พร้อมเตรียมบังคับใช้กฎหมายให้รถขนส่งต่างประเทศต้องติดตั้ง GPS ภายในปี 70
นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และ ท่านจันทะลา พิมมะจัก หัวหน้ากรมขนส่ง กระทรวงโยธาธิการและขนส่ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เป็นประธานร่วมในการประชุมหารือด้านการขนส่งทางถนนระหว่างไทย – ลาว ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ แขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมการขนส่งทางบก สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง กรมเอเชียตะวันออก กรมศุลกากร สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย บริษัท ขนส่ง จำกัด สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมฯ


นายสรพงศ์ กล่าวว่า การประชุมหารือฯ ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันบูรณาการและขับเคลื่อนความร่วมมือด้านคมนาคมขนส่งทางถนนระหว่างไทย – ลาว โดยในครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมหารืออย่างใกล้ชิดในประเด็นการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า ตลอดจนประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศไทย และ สปป.ลาว โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการขนส่งข้ามแดน การอำนวยความสะดวกในการเดินทางและการขนส่งสินค้า ตลอดจนส่งเสริมการเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งระหว่างสองประเทศให้มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. การขนส่งผู้โดยสาร ได้มีการหารือเกี่ยวกับเส้นทางการเดินรถโดยสารประจำทางระหว่างไทย – ลาว ทั้งการปรับปรุงและพัฒนาเส้นทางที่มีอยู่เดิมให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ การพิจารณาเปิดเส้นทางการเดินรถเส้นใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการกำหนดอัตราค่าโดยสารของรถโดยสารประจำทาง เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและครอบคลุมถึงกรณีความผันผวนต่อราคาค่าน้ำมันในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ
2. การขนส่งสินค้า ได้มีการหารือเกี่ยวกับมาตรการด้านการขนส่งสินค้าของทั้งสองประเทศ เพื่อลดอุปสรรคและข้อจำกัดในการขนส่งสินค้า ฝ่ายไทยได้เน้นย้ำว่าการกำหนดให้รถขนส่งสินค้าไทยต้องเปลี่ยนถ่ายสินค้าไปยังรถขนส่งของ สปป.ลาว ณ ท่าเรือบก เป็นการดำเนินการที่ขัดต่อความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางถนนระหว่างไทย – ลาว พ.ศ. 2542 และอาจเป็นอุปสรรคต่อการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าระหว่างสองประเทศ จึงขอให้ฝ่ายลาวพิจารณาทบทวนมาตรการดังกล่าว รวมทั้งพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการของท่าเรือบกให้มีความชัดเจนและเหมาะสม
ทั้งนี้ เพื่อให้การขนส่งสินค้าทางถนนระหว่างไทย – ลาว เป็นไปบนพื้นฐานของความเท่าเทียมและการปฏิบัติต่างตอบแทน ฝ่ายไทยแจ้งว่า จะพิจารณากำหนดพื้นที่สำหรับให้รถขนส่งสินค้าของ สปป.ลาว ที่เดินรถเข้ามาในประเทศไทย จะต้องดำเนินการเปลี่ยนถ่ายสินค้าในบริเวณด่านพรมแดนของไทยในลักษณะเดียวกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย
3. การกำหนดพื้นที่ควบคุมร่วมกัน (Common Control Area: CCA) โดยพิจารณาจากศักยภาพและความพร้อมในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งฝ่ายไทยได้ผลักดันให้สะพานมิตรภาพฯ แห่งที่ 3 และ 4 เป็นที่ตั้ง CCA ในลำดับแรก เนื่องจากปัจจุบันมีศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนมและศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของที่มีความพร้อมในการรองรับการตรวจแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (Single Stop Inspection: SSI) ในพื้นที่ CCA
4. ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางถนนระหว่างไทย – ลาว ฉบับใหม่ ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางการปรับปรุงร่างความตกลงฯ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ตลอดจนการปรับปรุงและพัฒนากฎระเบียบ ข้อบังคับ และนโยบายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเท่าเทียมและคงไว้ซึ่งผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศต่อไป
5. การยกระดับการกำกับดูแลรถขนส่งด้วยระบบ GPS โดยประเทศไทยแจ้งฝ่ายลาวทราบว่าจะบังคับใช้กฎหมายให้รถขนส่งสินค้าและรถขนส่งผู้โดยสารต่างประเทศทุกคันที่เข้ามาทำการขนส่งในประเทศไทย จะต้องติดตั้งระบบ GPS โดยจะเริ่มบังคับใช้มาตรการนี้ภายในช่วงต้นปี พ.ศ.2570
ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกเชื่อมั่นว่าผลการประชุมหารือในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการขนส่งทางถนนระหว่างไทยและ สปป.ลาว ให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยขจัดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ แต่ยังเป็นการส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวชายแดนให้ยั่งยืนและเท่าเทียมบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศต่อไปในอนาคต