![]()
AOT ครบรอบ 47 ปี กางแผนยุทธศาสตร์ Transformation ลุยพัฒนา 6 สนามบิน คาดใช้งบลงทุน 3 แสนล้านในช่วง 10 ปี มุ่งสู่การเป็น World – Class Aviation Hub เผยผู้โดยสาร 8 เดือนแรก 90.98 ล้านคน โต 2.76% ภาพรวมทั้งปีคาด 126 ล้านคน ส่วนปี 70 ตั้งเป้าผู้โดยสาร 129 ล้านคน
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยว่า วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 AOT จะครบรอบการดำเนินงาน 47 ปี ดังนั้น AOT จะต้อง “Transformation” เพื่อปรับตัวให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยตั้งเป้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมสู่การสร้างรายได้ที่ยั่งยืนและการให้บริการระดับมาตรฐานโลก ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก ปลอดภัยภายใต้มาตรฐานสากล การบริการเป็นเลิศ ทันสมัย และยั่งยืน” โดย AOT มียุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการดำเนินงานถึงปี 2580 เพื่อมุ่งสู่การเป็น World – Class Aviation Hub ผ่านการพัฒนาท่าอากาศยาน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศอุตสาหกรรมการบิน ผ่านการประยุกต์ใช้ดิจิทัลและนวัตกรรม ตลอดจนยกระดับคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เพื่อมุ่งสู่การเป็น World – Class Aviation Hub นั้น AOT ที่จะเร่งยกระดับศักยภาพของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง โดยจะต้องลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานต่อเนื่องในช่วงระยะเวลา 10-20 ปี ที่คาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 3 แสนล้านบาท แต่สำหรับการลงทุนในระยะ 5 ปี คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 80,000 – 90,000 ล้านบาท โดยจะใช้กระแสเงินสดของบริษัท เนื่องจากปัจจุบันมีกระแสเงินสดเข้ามาปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท และเมื่อมีค่า PSC เข้ามาเพิ่มก็จะนำมาใช้ลงทุนด้วย พร้อมกันนี้บริษัทฯ ยังได้ตั้งเป้าเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารรวม 6 แห่งของ AOT เป็น 160 ล้านคนต่อปีภายในปี 2577
โชว์ผู้โดยสาร 8 เดือนแรก
นางสาวปวีณา กล่าวว่าปริมาณการจราจรทางอากาศรอบ 8 เดือนของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – พฤษภาคม 2569) ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT มีเที่ยวบินรวม 552,119 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 1.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มีผู้โดยสารรวม 90.98 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.76% ส่วนภาพรวมผู้โดยสารของปีงบประมาณ 2569 นั้นคาดว่าจะเติบโตเท่ากับปี 2568 ที่มีผู้โดยสารรวม 126 ล้านคน
ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2570 ผู้โดยสารจะเติบโตขึ้นประมาณ 2% หรือประมาณ 129 ล้านคน ตามแนวโน้มของอุตสาหกรรมการบินที่ขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งทำให้ AOT เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการบิน ส่งเสริมการเปิดเส้นทางบินใหม่ในตลาดที่มีศักยภาพสูง รวมถึงสร้างความร่วมมือกับสายการบินและภาคการท่องเที่ยวในการกระตุ้นการเดินทางระหว่างประเทศ



เร่งพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ
สำหรับแผนการลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานของ AOT นั้นจะเริ่มจากการลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยจะเร่งก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ที่จะเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอีก 81,000 ตารางเมตร คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2574 ทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีขีดความสามารถเป็น 70 ล้านคนต่อปี โดยในขณะนี้ AOT อยู่ระหว่างการเสนอโครงการเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ โดยจะเพิ่มเคาน์เตอร์เช็คอินอีก 3 แถว และสายพานรับกระเป๋าอีก 3 ชุด เพื่อลดปัญหาคอขวด
โดยการลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั้นยังมีแผนลงทุนสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) พื้นที่กว่า 750,000 ตารางเมตร กรอบวงเงินลงทุนราว 2.4 แสนล้านบาท แบ่งการก่อสร้างเป็น 3 ระยะ (เฟส) ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการขั้นตอนการออกแบบ โดยในเฟสแรกจะเป็นการเตรียมดิน (Ground Improvement) เนื่องจากพื้นที่เดิมเป็นหนองงูเห่าที่มีดินอ่อนนุ่ม จึงต้องทำการถมดินและรอให้ดินเซ็ตตัว (Settlement) ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 – 2 ปีครึ่ง
หลังจากนั้นคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2572 เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารอีก 15 ล้านคนต่อปี ส่วนเฟส 2 รองรับผู้โดยสารเพิ่มอีก 15 ล้านคนต่อปี เมื่อแล้วเสร็จจะทำใหรองรับผู้โดยสารเป็น 30 ล้านคนต่อปี และเมื่อรวมกับอาคารผู้โดยสารหลักที่มีแผนขยายเป็น 70 ล้านคนจะทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรองรับผู้โดยสารได้รวมถึง 100 ล้านคนต่อปี และเมื่อผู้โดยสรารเพิ่มขึ้นก็จะลงทุนรันเวย์ที่ 4 นอกจากนี้ AOT ยังมองถึงการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในอนาคตเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรับผู้โดยสารให้มากขึ้นโดยอาจไม่ต้องก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมในระยะยาว เพื่อเป็นการบริหารจัดการต้นทุน (Operation Cost) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

เร่งพัฒนาสนามบินดอนเมือง
ท่าอากาศยานดอนเมือง มีแผนจะดำเนินการลงทุนสร้างอาคารผู้โดยสารอาคาร 3 (Terminal 3) และปรับปรุงอาคารผู้โดยสารอาคาร 1 และอาคาร 2 ให้ทันสมัยพร้อมปรับปรุงระบบการจราจรภายในสนามบินให้คล่องตัวมากขึ้น และเชื่อมต่อระบบขนส่งทางราง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2577 เพิ่มขีดความสามารถเป็น 40 ล้านคน
เร่งพัฒนาสนามบินเชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต หาดใหญ่
ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ดำเนินการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่บริเวณด้านทิศใต้ และปรับปรุงอาคารผู้โดยสารเดิมทั้งหมดให้เป็นอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ พร้อมขยายและปรับปรุงลานจอดอากาศยาน และก่อสร้างพื้นที่จอดรถยนต์ 1,100 คัน คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2577 ท่าอากาศยานภูเก็ต จะก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ และขยายอาคารเทียบเครื่องบิน คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2574 ท่าอากาศยานหาดใหญ่ อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) โดยคาดว่าจะจัดทำแผนแม่บทเสร็จสิ้นภายในปี 2569 นี้ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ดำเนินการออกแบบเสร็จแล้วอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดการประมูล (TOR) เพื่อปรับปรุงภาพลักษณ์ (Ambience) และระดับการให้บริการให้ได้มาตรฐาน


จ่อลงนามผู้ประกอบการรายที่3
นอกจากการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานแล้ว AOT จะเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้นและการขนส่งสินค้าทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอครม. พิจารณาอนุมัติผลการคัดเลือกเอกชนดำเนินโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง และโครงการให้บริการคลังสินค้าของผู้ประกอบการรายที่ 3 ก่อนจะลงนามในสัญญาร่วมลงทุนต่อไป
เปิดประมูลผู้ให้บริการภาคพื้นรายที่ 2
พร้อมกันนี้ AOT ยังได้เตรียมเปิดประมูลหาผู้ให้บริการภาคพื้นและการขนส่งสินค้าทางอากาศ รายที่ 2 ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สัญญาสัมปทาน 30 ปี หลังจากรายเดิม คือ บริษัท บริการภาคพื้นการบินกรุงเทพ เวิลด์ไวด์ไฟลท์เซอร์วิส จำกัด (BFS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) สัญญาจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 2569 ซึ่ง AOT ขยายเวลาชั่วคราว 3 ปีก่อนที่จะได้รายใหม่ แต่ไม่ได้จำกัดสิทธิรายเดิมเข้าร่วมประมูล จากนั้นเมื่อได้ผู้ชนะประมูลก็จะนำเสนอให้ครม.อนุมัติต่อไป
รวมทั้ง AOT ได้วางแผนการดำเนินงานเพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารสู่มาตรฐานโลก พร้อมสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทย ความอบอุ่น และความใส่ใจ ตลอดจนผลักดันคุณภาพการบริการให้เทียบเคียงสนามบินชั้นนำของโลก พัฒนาประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารแบบครบวงจร ตั้งแต่ก่อนเดินทาง ระหว่างใช้บริการที่สนามบิน จนถึงหลังการเดินทาง


นำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มความคล่องตัว
นอกจากนั้น ได้นำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มความคล่องตัวในกระบวนการต่างๆ โดยเฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานภูเก็ต AOT ได้ยกระดับการบริการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเร่งระดมติดตั้งเครื่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automated Border Control: ABC) สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศทั้งขาเข้าและขาออก ทั้งหมดกว่า 200 ชุด พร้อมช่องทางพิเศษสำหรับผู้ต้องการได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษ (ABC Special Assistant Lane) อีก 8 ชุดภายในปี 2569 ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลารอคิวเข้าตรวจหนังสือเดินทางได้ดียิ่งขึ้น
ติดตั้งนวัตกรรมขับไล่นก
พร้อมกันนี้ AOT ยังคงให้ความสำคัญสูงสุดในการรักษาความปลอดภัยและความปลอดภัยด้านการบิน (Aviation Security and Safety) ซึ่งรวมไปถึงการป้องกันอันตรายที่เกิดจากสัตว์โดยรอบท่าอากาศยาน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณานำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยมาใช้ในการบริหารจัดการอันตรายที่เกิดจากสัตว์ เช่น เทคโนโลยีที่ใช้ในการขับไล่มีวิธีการทำงานโดยส่งสัญญาณเสียงที่เหมาะกับชนิดของนกที่พบ พร้อมระบบบันทึกข้อมูล ซึ่งจะสามารถนำมาต่อยอดไปสู่การเฝ้าระวัง การประเมินความเสี่ยง และวิเคราะห์ข้อมูลของนกและสัตว์ได้อย่างเป็นระบบ
ติดตั้งระบบตรวจจับวัตถุต้องห้ามด้วย AI
นอกจากนั้น ในด้านการรักษาความปลอดภัย AOT ยังได้นำอุปกรณ์ตรวจค้นสัมภาระที่ใช้เทคโนโลยี เครื่องเอกซเรย์สัมภาระ 3 มิติ (CT) และระบบตรวจจับวัตถุต้องห้ามด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้งาน ทั้งนี้ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT ได้รับการตรวจสอบและกำกับดูแลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการดำเนินงานของ AOT เป็นไปตามมาตรฐานสากล
เร่งเปิดตลาดใหม่หรือเส้นทางที่ยังไม่มีบริการบินตรง

นางสาวปวีณา กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของผู้โดยสาร และเส้นทางบิน รวมถึงต้นทุนเชื้อเพลิงของสายการบิน และปัจจัยอื่นๆ AOT จึงเล็งเห็นโอกาสที่จะได้เร่งเปิดตลาดใหม่หรือเส้นทางที่ยังไม่มีบริการบินตรง โดยเน้นเจาะตลาดที่มีความต้องการเดินทางสูง เช่น อินเดีย จีน ยุโรป เป็นต้น
รวมทั้งเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค และสนับสนุนเส้นทางต่อเครื่อง โดยขณะนี้ AOT มีโครงการกระตุ้นตลาดด้านการบินให้แก่สายการบินที่เปิดเส้นทางบินใหม่มายังท่าอากาศยานของ AOT ซึ่งโครงการจะสิ้นสุดในวันที่ 28 ตุลาคม 2571 โดยมอบส่วนลดค่าบริการขึ้นลง ค่าบริการที่เก็บอากาศยาน และค่าใช้บริการสะพานเทียบเครื่องบิน อีกทั้ง AOT จะเข้าร่วมงานประชุมและเจรจาธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาเส้นทางการบิน (Route Development) เพื่อหารือ เจรจาธุรกิจ นำเสนอความเป็นไปได้ในการพัฒนาเส้นทางการบิน และจูงใจให้สายการบินเปิดเส้นทางบินใหม่และเพิ่มการให้บริการมายังประเทศไทย
นอกจากนี้ AOT จะนำพื้นที่ว่างเปล่าบริเวณรอบท่าอากาศยานมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับองค์กรอีกทางหนึ่ง ตลอดจนกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยรอบท่าอากาศยาน และเกิดการจ้างงาน ซึ่งสามารถพัฒนาพื้นที่เป็นโครงการต่างๆ เช่น โรงแรมสนามบิน (Airport Hotel) ศูนย์การขนส่งและกระจายสินค้า (Logistics Park) อุทยานการบิน (Aviation Park) ศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรถยนต์ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า สำนักงานให้เช่า ศูนย์นันทนาการ (Recreation Center) เพื่อเป็นแหล่งรวมกิจกรรมยามว่างด้านสุขภาพและความบันเทิง เป็นต้น โดยจะเปิดให้เอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจมาร่วมลงทุนต่อไป



มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
นางสาวปวีณา กล่าวว่า ในด้านการดำเนินการไปสู่เป้าหมายของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) AOT ได้ประกาศนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งเป็นท่าอากาศยานสากลชั้นนำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างยั่งยืน โดยวางแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการใช้ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาอาคารผู้โดยสาร (Solar Rooftop) และนำไฟฟ้าที่ได้มาใช้หมุนเวียนภายในท่าอากาศยาน รวมทั้งได้กำหนดนโยบายให้รถทุกชนิดของ AOT และผู้ประกอบการที่จะขออนุญาตเข้าใช้ในสนามบินต้องเป็นยานยนต์ไฟฟ้าและกำหนดให้อาคารต่างๆ ที่จะก่อสร้างตามแผนพัฒนาของ AOT เป็นอาคารประหยัดพลังงาน หรืออาคารเขียว
AOT มุ่งมั่นขับเคลื่อนการดำเนินงานท่าอากาศยานอย่างเข้มแข็งเพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก (World – Class Aviation Hub) พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และการให้บริการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ควบคู่ไปกับการยึดมั่นในการพัฒนาองค์กรด้วยหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการพัฒนาประเทศให้เติบโต และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายระยะยาวของชาติต่อไป