![]()
AOT เจอพิษสงคราม – น้ำมันแพง เล็งหั่นเป้าตัวเลขผู้โดยสารปีนี้ คาดใกล้เคียงปีก่อน 125.99 ล้านคน แย้ม 7 เดือน ต.ค. 68 ถึง เม.ย.69 ผู้โดยสารยังโต 2% แต่ช่วงตั้งแต่พ.ค.นี้ เริ่มเห็นสัญญาณผู้โดยสารลด พร้อมปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ลดต้นทุนการดำเนินงาน
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT กล่าวว่า ช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนเมษายน 2569) AOT จำนวนผู้โดยสารรวม 6 ท่าอากาศยาน ประกอบด้วย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตามหลังจากเดือนเมษายนคือเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเริ่มเห็นสัญญาณของจำนวนผู้โดยสารมีทิศทางปรับตัวลดลง เนื่องจากสายการบินได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระบทต่อ AOT ด้วย ดังนั้นภาพรวมทั้งปี 2569 (ปีงบประมาณ 2569) ตั้งเดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนธันวาคม 2569 ผู้โดยสารจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ 135 ล้านคน AOT จึงพิจารณาปรับเป้าผู้โดยสารของปีนี้ โดยคาดว่าผู้โดยสารจะใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 125.99 ล้านคน ขณะที่รายได้รวมปีนี้ยอมรับว่าอาจจะปรับตัวลดลงกว่าปีก่อนเล็กน้อย
“ปัจจุบัน AOT ได้มีการปรับการประเมินผู้โดยสารใหม่ทุก 3 เดือน เพื่อให้ทันและสอดคล้องกับสถานการณ์ และบริบทในการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็ว จากเมื่อก่อนต้องมีการประเมิน 2 ปีครั้งหนึ่ง ขณะเดียวกันเพื่อลดต้นทุนตนได้มี การปรับโครงสร้างองค์กร โดยมุ่งเน้นการบริหารแบบรวมศูนย์ (Centralized) เพื่อลดต้นทุน และใช้การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) เพื่อยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์และลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมใหญ่ จะลงทุนในเทคโนโลยีอะไรต้องตอบโจทย์ความคุ้มค่า” นางสาวปวีณา กล่าว
นางสาวปวีณา กล่าวว่า จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ผู้ประกอบการสายการบินได้รับผลกระทบมาขอความช่วยเหลือ ในการขอเลื่อนชำระค่าบริการ Landing & Parking Fee โดยขณะนี้ AOT ก็อยู่ระหว่างพิจารณามาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบินทั้งในไทยและสายการบินต่างประเทศที่จอด ณ ท่าอากาศยานของ AOT โดยการให้เลื่อนการชำระค่าบริการ Landing & Parking Fee ออกไป 2 เดือน ซึ่งคาดว่าจะเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด AOT) พิจารณาในเดือนพฤษภาคมนี้ หลังจากได้รับการอนุมัติก็จะประกาศให้สายการบินที่มีความประสงค์จะขอเลื่อนก็สามารถทำหนังสือแจ้งมาที่ AOT ได้
นางสาวปวีณา กล่าวถึงความคืบหน้าการให้สิทธิ์ผู้ประกอบการรายที่ 3 ในการบริการลานจอด อุปกรณ์ภาคพื้น และคลังสินค้า (คาร์โก้) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งมีบริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOTGA) ชนะการประกวดราคา ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอความเห็นจากกระทรวงการคลัง และอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติการลงนามสัญญา คาดว่าจะลงนามในสัญญากับ AOTGA ได้ภายในปีนี้
ส่วนความคืบหน้าการประกวดราคาโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น และการให้บริการ ผู้โดยสารภาคพื้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 2 มูลค่าโครงการกว่า 9,000 ล้านบาท และโครงการให้สิทธิประกอบกิจการการให้บริการคลังสินค้า (คาร์โก้) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 2 มูลค่าโครงการ 15,253 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดการประกวดราคา (TOR) คาดว่า TOR จะแล้วเสร็จประมาณเดือนกันยายน 2569 และก็จะดำเนินการประกวดราคาได้ทันที คาดว่าจะสามารถประกาศผลการประกวดราคาได้ในช่วงปลายปีนี้
นางสาวปวีณา กล่าวถึงความคืบหน้า โครงการพัฒนาท่าอากาศยานอันดามัน (สนามบินภูเก็ตแห่งที่ 2) และโครงการท่าอากาศยานล้านนา (Lanna Airport) หรือสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 ว่า ในขณะนี้ได้ส่งการศึกษาและรายละเอียดการลงทุนไปที่ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) แล้ว ซึ่งการศึกษาในเบื้องต้นการลงทุนท่าอากาศยานอันดามันจะมีความคุ้มค่ามากกว่าท่าอากาศยานล้านนา เนื่องจากมีปริมาณผู้โดยสารมากกว่า ซึ่งท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานกระบี่ผู้โดยสารเต็มหมดเลย ส่วนท่าอากาศยานเชียงใหม่ เชียงรายปริมาณผู้โดยสารยังสามารถรองรับได้ อย่างเช่น ท่าอากาศยานเชียงใหม่มีผู้โดยสาร 8 ล้านคน แต่ความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้ 20 ล้านคน ซึ่งยังมีขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้อีกมาก