BANPU ชี้ราคาถ่านหินพุ่ง 204.97 เหรียญฯ all time high ในรอบ 13 ปี

ผู้ชมทั้งหมด 705 

BANPU ชี้ราคาถ่านหินพุ่ง 204.97 เหรียญฯ all time high ในรอบ 13 ปี ขณะเดือนกันยายนที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกสัปดาห์ ส่วนความต้องการใช้ถ่านหินเชื่อในปี 2040 ยังไม่ลดลง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในปีนี้ราคาถ่านหินในตลาดโลก โดยดัชนีราคาถ่านหิน The Newcastle Export Index (NEX) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อช่วงต้นปี 2564 (ไตรมาส 1/2564) ราคาถ่านหินเฉลี่ยในระดับ 87 – 90 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ราคาถ่านหินปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 204.97 เหรียญสหรัฐต่อตัน

อย่างไรก็ตามในช่วงเดือนกันยายน 2564 ที่ผ่านมานั้นราคาถ่านปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกสัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันที่ศุกร์ที่ 3 กันยายน ราคาถ่านหินปิดตลาดที่ 172.72 เหรียญสหรัฐต่อตัน 10 กันยายน ราคาถ่านหินปิดตลาดที่ 175.80 เหรียญสหรัฐต่อตัน 17 กันยายน ปิดตลาดที่ 177.90 เหรียญสหรัฐต่อตัน และ 24 กันยายน ปิดตลาดที่ 180.41 เหรียญสหรัฐต่อตัน

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU กล่าวว่า สำหรับราคาถ่านหินเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ปิดตลาดที่ระดับ 204.97 เหรียญสหรัฐต่อตัน นั้นนับเป็นราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ (All time high) ในรอบ 13 ปี โดยราคาถ่านหิน All time high ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2008 ที่ราคา 190 เหรียญสหรัฐต่อตัน

สำหรับที่ทำให้ราคาถ่านหินปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นสาเหตุมากจาก 2 ประเด็นหลัก คือ 1.การที่ประเทศจีนไม่นำเข้าถ่านหินจากออสเตรเลีย 2.ปริมาณการผลิตที่ไม่เพียงพอ (supply disruption) อันเกิดจากปัญหาฝนตกหนักต่อเนื่องในอินโดนีเซีย ในขณะที่เหมืองถ่านหินหลายแห่งในจีนหยุดดำเนินงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้ปริมาณถ่านหินไม่เพียงพอกับความต้องการ

อย่างไรก็ตามนางสมฤดี เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านั้นว่า ธุรกิจถ่านหินไม่มีการลงทุนเพิ่มเติม แต่จะลงทุนในส่วนที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาช่วยในการขุดเจาะถ่านหินให้ได้ประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งยังเชื่อว่าในปี 2040 ความต้องการถ่านหินก็ยังไม่ลดลง

ขณะเดียวกันยังศึกษาความเป็นไปได้ในธุรกิจเหมือง Green Tech Minerals ทั้งในออสเตรเลียและอินโดนีเซีย เพื่อส่งเสริมและต่อยอดของกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน รวมทั้งยังศึกษาการลงทุนในโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant) และ Data Center ซึ่งมีศักยภาพการเติบโตสูงและสามารถเสริมระบบนิเวศทางธุรกิจของกลุ่มบ้านปูให้ครบวงจรยิ่งขึ้น