BCPG ยันดีลซื้อคลังน้ำมัน 9 พันล้านคุ้มค่า-โปร่งใส ผลตอบแทนสูง 8-9%

Loading

BCPG ยันดีลซื้อคลังน้ำมัน 9 พันล้านคุ้มค่า-โปร่งใส ผลตอบแทนสูง 8-9% พร้อมต่อยอดสู่ฮับพลังงานสะอาด รุกขยายลงทุนธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งเป้าปรับพอร์ต EBITDA เป็น 50% ธุรกิจไฟฟ้า 50%

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ชี้แจงถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อสังเกตผ่านสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับการเข้าลงทุนของ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีของบริษัท เอเชีย ลอจิสติกส์ เทอร์มินอล จำกัด (ALT) เมื่อปี 2565 รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับราคาซื้อขาย โครงสร้างธุรกรรม และกระบวนการอนุมัติของธุรกรรม ว่า จากการที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง (“โรงกลั่นฯ”) มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และไม่มีระบบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของตนเอง ทำให้ต้องอาศัยคลังน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และระบบโลจิสติกส์จากภายนอกมาโดยตลอด ขณะที่การจัดเก็บน้ำมันและการบริหาร Supply Chain ถือเป็นโจทย์สำคัญของโรงกลั่นฯ บริษัทฯ จึงได้ศึกษาทางเลือกในการบริหารจัดการคลังน้ำมันดิบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และรองรับการเติบโตของธุรกิจ

ในช่วงปี 2537–2542 บริษัทฯ ใช้ FSU WYOMING เป็นคลังลอยน้ำรองรับการดำเนินงานของโรงกลั่นฯ ในระยะเริ่มต้น ซึ่งมีกำลังการกลั่นประมาณ 70,000 บาร์เรลต่อวัน และมีความจุประมาณ 400 ล้านลิตร ต่อมาในปี 2543 บริษัทฯ ได้ปรับมาใช้คลังน้ำมัน 2 แห่งที่อำเภอศรีราชา เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 80,000 บาร์เรลต่อวัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำมันดิบ โดยใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 16 ปี

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ภายหลังเมื่อปริมาณธุรกิจและความซับซ้อนของ Supply Chain เพิ่มขึ้น รวมถึงมีการขยายกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 120,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทฯ ได้ศึกษาทางเลือกด้านคลังน้ำมันและโลจิสติกส์เพิ่มเติมอย่าง ต่อเนื่อง ทั้งการใช้คลังลอยน้ำ การเช่าคลัง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม โดยในช่วงปี 2560–2565 บริษัทฯ ได้ใช้ FSU BONGKOT เป็นคลังลอยน้ำชั่วคราว ความจุประมาณ 300 ล้านลิตร เพื่อทดแทนคลังศรีราชาบางส่วน

ระหว่างการศึกษาแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังและโลจิสติกส์เพิ่มเติม ตั้งแต่ปี 2553 – 2562 บริษัทฯ ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระหลายรายเพื่อศึกษาทางเลือกในการบริหารคลังน้ำมันหลายรูปแบบและในหลายพื้นที่ ทั้งการศึกษาคลังเดิมในจังหวัดเพชรบุรี การพัฒนาคลังใหม่ที่จุกเสม็ด จังหวัดชลบุรี การขยายคลังในจังหวัดระยอง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมถึงการใช้คลังลอยน้ำและการเช่าคลัง โดยเปรียบเทียบทั้งด้านต้นทุน ความจุรองรับ ระบบท่อส่ง ความสามารถในการรองรับเรือ ขนาดใหญ่ และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้จากการศึกษาทางเลือกต่าง ๆ โครงการคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรีมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนถังจัดเก็บที่เพิ่มจาก 16 ถังเป็น 20 ถัง ความจุจัดเก็บที่เพิ่มจากประมาณ 500 ล้านลิตรเป็นประมาณ 720 ล้านลิตร ระบบท่อส่งน้ำมันที่เพิ่มจาก 3 ท่อเป็น 5 ท่อ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มจาก 2 จุดเป็น 6 จุด ขณะเดียวกัน ยังสามารถรองรับปริมาณธุรกิจและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน BCPG อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน (Portfolio Transformation) เพื่อขยายจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอเพื่อเสริมความมั่นคงของธุรกิจ โครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีจึงเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว รวมถึงความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของกลุ่มบริษัทบางจาก

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ราคาซื้อขายในปี 2565 ที่แตกต่างจากราคาที่เคยมีการกล่าวถึงในปี 2553 เนื่องจากระยะผ่านไป 13 ปี มูลค่าของเงินและสินทรัพย์ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ซึ่งมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ เช่น การเพิ่มจำนวนท่อส่งน้ำมันเป็น 5 ท่อ ทำให้การขนถ่ายน้ำมันรวดเร็วขึ้น มีการขยายจำนวนถังเก็บน้ำมัน (Tanks) และปรับปรุงท่าเรือให้สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ได้มากขึ้น ส่งผลต่อขีดความสามารถในการสร้างรายได้ที่สูงกว่าเดิม ขณะเดียวกันข้อมูลจากที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมระบุว่า หากต้องการสร้างคลังน้ำมันที่มีศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานระดับเดียวกันนี้ขึ้นมาใหม่ในปัจจุบัน จะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึงหลักหมื่นล้านบาท ดังนั้น การเข้าซื้อโครงการที่สร้างเสร็จแล้วและเริ่มดำเนินงานได้ทันทีในราคา 9,000 ล้านบาท จึงถือเป็นทางเลือกที่ถูกกว่าและคุ้มค่ากว่าการก่อสร้างเองใหม่ทั้งหมด

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ธุรกรรมนี้เป็นการซื้อกิจการบางส่วนของผู้ขายจึงจำเป็นต้องแยกทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและกำหนดโครงสร้างการรับโอนผ่านบริษัทย่อยของคู่สัญญา เพื่อถือครองทรัพย์สินก่อนส่งมอบ และฝ่าย BCPG ดำเนินการผ่านบริษัทย่อยในกลุ่มเพื่อรับโอนกิจการ ทั้งนี้ การจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าวเป็นขั้นตอนปกติทางธุรกิจและกฎหมายสำหรับการแยกและโอนทรัพย์สินเฉพาะส่วน และสอดคล้องกับโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมของ BCPG เนื่องจากตามหลักบัญชี เมื่อมีการรับโอนกิจการต้องดำเนินการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) โดยจำแนกทั้งทรัพย์สินที่มีตัวตนและสิทธิหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นที่ต้องรับรู้ตามมาตรฐานบัญชี

โดยผลการวิเคราะห์แสดงว่าจากมูลค่าซื้อขายประมาณ 9,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ส่วนสินทรัพย์ที่มีตัวตน มีมูลค่าประมาณ 6,490 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ได้แก่มูลค่าสัญญาการใช้บริการคลังน้ำมันที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณ 1,900 ล้านบาท สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีสุทธิและสินทรัพย์อื่นประมาณ 170 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าความนิยมที่คาดว่าจะได้รับจากกระแสเงินสดในอนาคต เพื่อสะท้อนมูลค่าของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัดเจนขึ้น แต่ผลรวมของสินทรัพย์ทั้งหมดเท่ากับมูลค่าการลงทุน

BCPG ยันดีลซื้อคลังน้ำมัน 9 พันล้านคุ้มค่า-โปร่งใส

นายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BCPG กล่าวว่า ในการพิจารณาการลงทุน BCPG ได้ประเมินมูลค่ากิจการด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) โดยอ้างอิงกระแสเงินสดในอนาคตภายใต้สัญญาการให้บริการและศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้สมมติฐานทางการเงินอย่างระมัด- ระวัง รวมถึงการใช้อัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าระดับตลาดประมาณร้อยละ 50 และอ้างอิงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งมูลค่าการลงทุนจำนวน 9,000 ล้านบาทอยู่ภายในกรอบการประเมินดังกล่าว

สำหรับแหล่งเงินทุนมาจากการขายเงินลงทุน (Recycle) ในโครงการโรงไฟฟ้าความร้อนใต้พิภพที่อินโดนีเซียเมื่อปี 2565 มาลงทุน โดยการลงทุนนี้ทำให้บริษัทฯ รับรู้รายได้ประมาณ 900 ล้านบาทต่อปี และสร้างกระแสเงินสดกลับสู่บริษัทปีละประมาณ 700-800 ล้านบาท โดยเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2566 มีอัตราผลตอบแทน (IRR) อยู่ที่ประมาณ 8-9% ซึ่งถือว่าเหมาะสมสำหรับธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน

ทั้งนี้ ธุรกรรมได้ผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการ BCPG ซึ่งได้พิจารณารายละเอียด โครงสร้างธุรกรรม ความเหมาะสมทางธุรกิจ และการประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบ ก่อนที่คณะกรรมการ BCPG ตัดสินใจลงทุนในขั้นสุดท้าย

ปรับสมดุลพอร์ตการลงทุน มุ่งสู่ “Fixed Income”

นายรวี กล่าวว่า BCPG มีแผนปรับเปลี่ยนสัดส่วนพอร์ตการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยตั้งเป้าหมายในอนาคตที่จะสร้างสัดส่วนรายได้ก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จากธุรกิจโรงไฟฟ้าและธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ให้สมดุลกันที่ 50:50 จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน EBITDA ของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานอยู่ประมาณ 15% โดยธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานมีลักษณะคล้ายโรงไฟฟ้าตรงที่มี รายได้สม่ำเสมอ ไม่ผันผวน (Fixed Income) ซึ่งจะเข้ามาช่วยรองรับความเสี่ยงจากธุรกิจเดิมที่อาจมีความผันผวนของกระแสเงินสดสูง โดยกลยุทธ์นี้เป็นการ “เพิ่มพอร์ต” เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ไม่ใช่การลดความสำคัญของพลังงานสีเขียว ซึ่งในอนาคต BCPG ก็มีแผนจะซื้อกิจการหรือขยายการลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม เน้นโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพลังงานเป็นหลัก  

ขณะเดียวกันการลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานนั้น BCPG มองเห็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่า (Upside) จากโครงการนี้อีกมาก โดยมีแผนจะผลักดันให้เป็น Hub ในการทำ Trading และดึงดูดลูกค้ารายใหม่ๆ เข้ามาใช้บริการ รวมถึงการรองรับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สอดรับกับเทรนด์โลก เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน SAF (Sustainable Aviation Fuel) และน้ำมันใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการหมุนเวียนของคลังน้ำมันและสร้างรายได้เพิ่มเติมในอนาคต

นายชัยวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มบริษัทบางจากขอยืนยันว่า การลงทุนของ BCPG ในโครงการนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน โปร่งใส และผ่านการพิจารณาจากผู้มีอำนาจตามลำดับ โดยข้อสังเกตบางประเด็นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน และความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรมและหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมการซื้อกิจการ ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการกำกับดูแลกิจการที่ดีในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระบวนการที่เหมาะสม