EGCO Group งัดแผน “ปรับพอร์ตการลงทุน” สร้างกำไรเติบโตยั่งยืนในระยะยาว

Loading

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลง จากผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ และความพยายามควบคุมอัตราค่าไฟฟ้าของแต่ละประเทศ เป็นปัจจัยความท้าทายทางธุรกิจที่ทำให้รายได้และผลประกอบการของ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ในช่วงที่ผ่านมาชะลอตัวลง จากการลงทุนในบางประเทศที่ได้รับอัตราค่าไฟฟ้าลดลง โดยคาดว่า ผลกระทบดังกล่าวจะเป็นสถานการณ์ในช่วงสั้นเท่านั้น

นายสมเกียรติ สุทธิวานิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบัญชีและการเงิน บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เปิดเผยในงาน EGCO: Earnings Call (OPPDAY) Q1/2026 โดยระบุว่าบริษัทได้มองการลงทุนในระยะยาว โดยการปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อสร้างกำไรให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นและยั่งยืนในระยะยาว ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

1. การขยายการลงทุนในโครงการใหม่ๆเพิ่มเติม เพื่อหาผลตอบแทนที่เหมาะสม ซึ่งบริษัทจะเน้นลงทุนในกลุ่มที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซฯและพลังงานหมุนเวียนทั้งประเทศและต่างประเทศ

2.บริษัทเองต้องปรับปรุงประสิทธิภาพ พร้อมสร้างผลประโยชน์และกำไรจากสินทรัพย์เดิมให้มากขึ้น และลดค่าใช้จ่าย

3.ทยอรับรู้รายได้จากการลงทุนโครงการใหม่ๆที่เข้าเพิ่มเติมก่อนหน้านี้ ทั้งการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ และการจะได้มาของโครงการพลังงานหมุนเวียนในอนาคต ทำให้มั่นใจว่า ในระยะยาวบริษัทจะสามารถสร้างการเติบโตและมั่นคงได้เป็นอย่างดี

สำหรับแผนการลงทุนในปี2569 บริษัท ตั้งงบลงทุนอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท จากปี 2568 ที่ใช้เงินลงทุนไปกว่า 18,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทจะไม่มีการลงทุนในเชื้อเพลิงถ่านหินเพิ่มเติม แต่จะมุ่งเน้นการลงทุนในเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น

สำหรับแผนการลงทุนระยะสั้น บริษัทมีโครงการลงทุนที่อยู่ในมือ คือ โครงการ RE Big Lot รอบที่ 2 จำนวน 11 โครงการ คิดเป็นกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท อยู่ที่ 448.1 เมกะวัตต์ โดยได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PPA) เสร็จสิ้นไปแล้ว 3 โครงการ เหลืออีก 8 โครงการ คาดว่าจะลงนามแล้วเสร็จทั้งหมดในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ จากนั้นจะเดินหน้าก่อสร้างโครงการและทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์(COD) ตามแผนในปี 2570-2571

ส่วนการปรับสัดส่วนพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมที่สุด(optimization portfolio) เพื่อทำให้นักลงทุนมั่นใจว่า บริษัทจะสามารถรักษาผลประกอบการที่ดีได้ ทั้งในส่วนของโรงไฟฟ้า Quezonในฟิลิปปินส์ ที่เดินเครื่องการผลิตภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่ 400 เมกะวัตต์ จะรับรู้รายได้เต็มปี,โครงการกลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle ll ในสหรัฐอเมริกา ที่มีการลงทุนโซลาร์ฯ 1 โครงการ และกังหันลมอีก 1 โครงการ ซึ่งจะรับรู้กำไรเต็มปี รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้า Linden Cogen อีก 10 % เป็น 38% จะรับรู้รายได้เต็มปีเช่นกัน

นอกจากนี้ ทิศทางตลาดสหรัฐฯ ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลประกอบการของโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯปรับเพิ่มขึ้น อีกทั้ง การขยายการลงทุนผ่าน CDI Group ในอินโดนีเซีย ยังเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนที่มีการเติบโตต่อเนื่องทั้งธุรกิจไฟฟ้า น้ำประปา เคมีภัณฑ์ และท่าเรือ ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัท

ตลอดจน บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยนโยบายการบริหารสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Asset Recycling) และนำเงินที่ได้จากการขายไปลงทุนใหม่ รวมทั้งเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุนในตลาดพลังงานสหรัฐอเมริกา เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

“ทั้งหมดนี้ เป็นการลงทุนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่า ผลประกอบการในปีนี้ จะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ”

ส่วนความคืบหน้า โครงการ นิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง (ERIE) เป็นนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะในพื้นที่ EEC ของ EGCO Group (ถือหุ้น 100%) ตั้งอยู่ที่ ต.ห้วยโป่ง อ.เมืองระยอง มีพื้นที่ประมาณ 600 ไร่ มุ่งเน้นรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) โดยเฉพาะกลุ่มศูนย์ข้อมูล (Data Center) ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนหาลูกค้า ซึ่งมีการเจรจากับลูกค้าในรายส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Data center ที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI คาดว่า ในส่วนของลูกค้าจะมีความชัดเจนในปีนี้ จากนั้นจะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้า Data center ต่อไป

ส่วนการลงทุนใน โครงการหยุนหลิน (Yunlin) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งขนาดใหญ่ในไต้หวัน ที่ยังไม่ได้รับผลตอบแทนเท่าที่ควรนั้น จากแผนปรับโครงสร้างการลงทุนในโครงการฯนี้ พบว่า จะจุดเด่นด้านกระแสงินสดแต่ทางด้านบัญชีไม่ค่อยดี เนื่องจากโครงการฯจะได้รับค่าไฟ แบ่งเป็น 2 ช่วง 10 ปีแรก อยู่ที่กว่า 7 ดอลลาร์ไต้หวัน และช่วง 10 ปีหลัง อยู่ที่กว่า 3 ดอลลาร์ไต้หวัน เฉลี่ยอยู่ที่กว่า 5 ดอลลาร์ไต้หวัน โดยทางบัญชีจะรับรู้ค่าไฟอยู่ที่กว่า 5 ดอลลาร์ไต้หวัน แต่เงินสดที่ได้รับจริงจะอยู่ที่ กว่า 7 ดอลลาร์ไต้หวัน ดังนั้น จึงเป็นโครงการที่ให้ผลตอบแทนเชิงเงินสดในช่วง 10 ปีแรก ค่อนข้างสูงและจะลดลงในช่วง 10 ปีหลัง โดยปัจจุบันโครงการได้ก่อสร้างเสร้จเรียบร้อย และอนุมัติจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นเป็นเงินสดแล้ว ส่วนทางบัญชีจะรับรู้ที่บันทึกค่าไฟเฉลี่ยกว่า 5 ดอลลาร์ไต้หวัน

ขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าพาจู (Paju ) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ในเมืองพาจู จังหวัดคย็องกี ประเทศเกาหลีใต้ มองว่า ปัจจุบันเกิดปัญหาโอเวอร์ซัพพลายในระยะสั้น ซึ่งหากดีมานด์การใช้ไฟฟ้าในเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น จากธุรกิจชิปที่กำลังเติบโตจะทำให้ตลาดหุ้นนิวไฮ จากจะทำให้ดีมานด์เพิ่มขึ้นและเข้าสู่ภาวะสมดุลในเร็วๆนี้ ดังนั้น ผลประกอบการของโรงไฟฟ้าพาจู จะดีขึ้นตามสถานการณ์ดีมานด์ซัพพลายในอนาคต

ส่วนแผนการซื้อหุ้นของบริษัทคืนนั้น ที่ผ่านมามีการศึกษาอย่างต่อเนื่องและนำเสนอคณะกรรมการบริษัท(บอร์ด) เป็นครั้งคราว แต่บริษัทยังให้น้ำหนักกับการลงทุนในโครงการใหม่ๆเพิ่มเติมมากกว่า เนื่องจากมีโรงไฟฟ้าที่อยู่ในพอร์ตของบริษัท บางโครงการที่อยู่ในตลาดซื้อ-ขายไฟฟ้าจะไม่มีวันหมดอายุที่ชัดเจน ยังสามารถขายไฟได้ต่อเนื่อง แต่โรงไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อ-ขายไฟฟ้า(PPA) โดยเฉพาะในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ สัญญาจะหมดอายุชัดเจน รวมถึงเขื่อนใน สปป.ลาว ด้วย ดังนั้น บริษัทจะต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อต่อกระแสเงินสด เพิ่มผลประกอบการไปในอนาคตทดแทนโครงการที่จะหมดอายุตามสัญญาในอนาคต ส่วนการซื้อหุ้นคืนหรือไม่นั้น บริษัทจะมีการคำนวณผลตอบแทนเทียบกับการลงทุนเพิ่มเติม หรือหากไม่มีโครงการลงทุนใหม่ที่คุ้มค่ากว่า ก็เข้าใจว่าบอร์ดอาจจะพิจารณาข้อเสนอซื้อหุ้นคืนในอนาคต ซึ่งไม่ได้ปิดกั้นในเรื่องนี้

ปัจจุบัน EGCO Group มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมทั้งสิ้น 6,945 เมกะวัตต์ (รวมโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วและโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) โดยมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนรวม 1,647 เมกะวัตต์ (คิดเป็น 24% ของกำลังผลิตทั้งหมด) ทั้งจากชีวมวล พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมทั้งบนบกและนอกชายฝั่งเซลล์เชื้อเพลิง และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าและโครงการต่างๆ ตั้งอยู่ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐฯ