GC–SCGC ผนึกปิโตรเคมี ปั้นยักษ์ TOP 10 โลก หวัง Synergy ปีละ 6.8 พันล้าน

Loading

สองยักษ์ใหญ่ปิโตรเคมีไทย เดินหน้ารวมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ ตั้งบริษัทร่วมทุน GC ถือหุ้น 56% และ SCGC 44% สร้างฐานการผลิตระดับโลก พร้อมใช้จุดแข็งด้านวัตถุดิบ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ ตั้งเป้าสร้างประโยชน์ร่วม 5,100–6,800 ล้านบาทต่อปี หนุนมาบตาพุดสู่ศูนย์กลางปิโตรเคมีอาเซียน คาดปิดดีลครึ่งหลังปี 2570

ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยน หลังบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ในกลุ่ม ปตท. และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ในกลุ่มเอสซีจี ประกาศแผนผนึกกำลังธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Joint Venture) โดยมีเป้าหมายสร้างผู้ผลิตปิโตรเคมีรายใหญ่ระดับโลก พร้อมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

การผนึกกำลังของสองผู้ผลิตปิโตรเคมีชั้นนำของประเทศครั้งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการขยายขนาดธุรกิจหรือเพิ่มกำลังการผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นการปรับโครงสร้างการแข่งขันครั้งสำคัญ ท่ามกลางภาวะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกที่เผชิญแรงกดดันจากกำลังการผลิตส่วนเกิน ความผันผวนของราคาพลังงาน ตลอดจนการแข่งขันด้านต้นทุนจากผู้ผลิตรายใหญ่ในต่างประเทศ

หัวใจสำคัญของความร่วมมืออยู่ที่การนำจุดแข็งของทั้งสององค์กรเข้ามาเสริมกัน ตั้งแต่ความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบ ความยืดหยุ่นของกระบวนการผลิต เทคโนโลยีการผลิตเม็ดพลาสติก การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง ไปจนถึงเครือข่ายการตลาดและฐานลูกค้าทั่วโลก ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ทั้งสองบริษัทอาจไม่สามารถสร้างขึ้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพหากดำเนินธุรกิจแยกจากกัน

ภายใต้แผนดังกล่าว บริษัทร่วมทุนแห่งใหม่จะมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์รวมประมาณ 7.1 ล้านตันต่อปี และมีขนาดธุรกิจโพลิโอเลฟินส์ที่คาดว่าจะก้าวขึ้นสู่กลุ่ม 10 ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อพิจารณาจากกำลังการผลิต พร้อมผลักดันประเทศไทยให้มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในฐานะฐานการผลิตปิโตรเคมีของภูมิภาคอาเซียน

ที่น่าสนใจคือ ทั้งสองบริษัทประเมินว่าจะสามารถสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน หรือ Synergy ได้ประมาณ 150–200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 5,100–6,800 ล้านบาทต่อปี โดยคาดว่าจะทยอยรับรู้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพภายในประมาณ 3 ปี หลังการรวมธุรกิจ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด และความแข็งแกร่งทางการเงินในอนาคต

ดีลสำคัญของปิโตรเคมีไทย จากการแข่งขันสู่การรวมศักยภาพ

หากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 GC และ SCGC ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน โดยมีเป้าหมายเพิ่มความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานปิโตรเคมีไทย ก่อนที่ทั้งสองบริษัทจะประกาศความคืบหน้าเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ว่าได้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบสถานะกิจการเพื่อยืนยันข้อมูล หรือ Confirmatory Due Diligence และกำลังพิจารณาเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรมร่วมกัน

ล่าสุด การเปิดเผยรายละเอียดเมื่อวันที่ 28 – 29 ตุลาคม 2569 สะท้อนว่าความร่วมมือดังกล่าวมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งในแง่โครงสร้างการถือหุ้น ขอบเขตธุรกิจ ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ และกำหนดเวลาการดำเนินธุรกรรม โดยมีแผนนำเสนอให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาในเดือนธันวาคม 2569 และตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในครึ่งหลังของปี 2570 ภายใต้เงื่อนไขการอนุมัติที่เกี่ยวข้อง

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรม นี่นับเป็นความพยายามปรับตัวครั้งสำคัญของผู้ผลิตปิโตรเคมีไทย จากรูปแบบการแข่งขันโดยอาศัยกำลังการผลิตและการขยายสินทรัพย์ ไปสู่การแข่งขันด้วยประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน ความสามารถในการควบคุมต้นทุน และการสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากคู่แข่ง

การรวมศักยภาพจึงอาจช่วยลดข้อจำกัดของธุรกิจที่ต้องแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่ในตลาดโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่การเพิ่มกำลังผลิตใหม่อย่างต่อเนื่องทำให้การแข่งขันด้านราคาทวีความรุนแรงขึ้น

GC นำความแข็งแกร่งด้านวัตถุดิบ ผสานนวัตกรรม SCGC สร้างความได้เปรียบใหม่

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความร่วมมือระหว่าง GC และ SCGC มีศักยภาพสร้างผลประโยชน์ระยะยาว คือโครงสร้างธุรกิจของทั้งสองบริษัทมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน แต่สามารถนำมาเชื่อมโยงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้ตลอดห่วงโซ่คุณค่า

ในส่วนของ GC มีความได้เปรียบจากการดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจร และการเชื่อมโยงกับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ทำให้สามารถบริหารจัดการวัตถุดิบได้หลากหลายประเภท ทั้งแนฟทา ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) โพรเพน และอีเทน

ความยืดหยุ่นดังกล่าวมีความสำคัญต่อธุรกิจปิโตรเคมี เพราะต้นทุนวัตถุดิบเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักของต้นทุนการผลิต หากผู้ผลิตสามารถปรับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบให้เหมาะสมกับราคาตลาดและข้อจำกัดทางเทคนิคของโรงงานได้ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงาน รวมถึงเพิ่มโอกาสรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน

ขณะที่ SCGC มีความแข็งแกร่งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง หรือ High Value Added Products (HVA) รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยเฉพาะการนำความต้องการของลูกค้ามาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้จริง

ศักยภาพดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก i2P Center หรือ Ideas to Products ซึ่งเป็นศูนย์นวัตกรรมครบวงจรที่เชื่อมโยงกระบวนการคิดค้น วิจัย ออกแบบ และพัฒนาผลิตภัณฑ์เข้าด้วยกัน

เมื่อศักยภาพต้นน้ำของ GC ถูกเชื่อมโยงเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ปลายน้ำของ SCGC จึงมีโอกาสสร้างโครงสร้างธุรกิจที่สามารถบริหารต้นทุนวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าสินค้าสำเร็จรูป

ตัวอย่างเช่น การพัฒนาเม็ดพลาสติกเกรดพิเศษที่ต้องอาศัยทั้งคุณภาพวัตถุดิบที่สม่ำเสมอ กระบวนการผลิตที่มีเสถียรภาพ และเทคโนโลยีการปรับคุณสมบัติวัสดุให้ตรงกับความต้องการของผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรม

ความร่วมมือครั้งนี้จึงมีโอกาสสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง มากกว่าการรวมกำลังการผลิตเพื่อเพิ่มปริมาณสินค้าเข้าสู่ตลาดเพียงอย่างเดียว

มาบตาพุดหัวใจสำคัญ ยกระดับฐานการผลิตไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การร่วมทุนครั้งนี้มีความน่าสนใจ คือการที่ฐานการผลิตสำคัญของ GC และ SCGC ตั้งอยู่ในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลังงานของประเทศไทย

พื้นที่ดังกล่าวมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม ทั้งท่าเรือ ระบบขนส่งวัตถุดิบ ท่อส่งผลิตภัณฑ์ ระบบสาธารณูปโภค และเครือข่ายผู้ประกอบการที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำไปจนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ

การที่ฐานการผลิตของสองบริษัทตั้งอยู่ใกล้กัน จึงเปิดโอกาสให้บริษัทร่วมทุนสามารถปรับรูปแบบการบริหารสินทรัพย์และกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนจัดหาวัตถุดิบ การจัดสมดุลกำลังการผลิต การบริหารสินค้าคงคลัง หรือการใช้ประโยชน์จากระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน

หากสามารถเชื่อมโยงการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม จะช่วยลดความซ้ำซ้อนของต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร และลดข้อจำกัดบางประการในการบริหารโรงงานที่เคยดำเนินการภายใต้โครงสร้างองค์กรแยกจากกัน

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC ระบุว่า การผนึกกำลังครั้งนี้มุ่งต่อยอดมาบตาพุด ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สำคัญของประเทศไทย ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตปิโตรเคมีของอาเซียน ผ่านการเชื่อมโยงฐานการผลิตกับความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาของทั้งสองบริษัท

โดยเป้าหมายสำคัญไม่เพียงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในระดับโรงงาน แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมปลายน้ำ รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการไทยและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและขยายโอกาสทางการตลาดได้มากขึ้น

นั่นหมายความว่า หากบริษัทร่วมทุนสามารถยกระดับมาบตาพุดให้เป็นฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ผลประโยชน์อาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสองบริษัท แต่ยังมีโอกาสส่งต่อไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้แปรรูปพลาสติก ธุรกิจโลจิสติกส์ ตลอดจนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันจำเป็นต้องพิจารณาทั้งความเหมาะสมทางเทคนิค ความปลอดภัย มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้การเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจเกิดขึ้นควบคู่กับการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบ

เปิด 3 กลไกสร้าง Synergy หวังเพิ่มประโยชน์ปีละ 5,100–6,800 ล้านบาท

หนึ่งในตัวเลขที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจากการประกาศความร่วมมือครั้งนี้ คือประมาณการประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน หรือ Synergy มูลค่า 150–200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี คิดเป็นประมาณ 5,100–6,800 ล้านบาทต่อปี

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความคาดหวังของทั้งสองบริษัทว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนจากการบริหารธุรกิจร่วมกันได้มากกว่าการดำเนินงานแบบเดิม โดยประโยชน์หลักคาดว่าจะเกิดขึ้นจาก 3 ด้านสำคัญ

ด้านแรก การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเกิดจากการนำฐานการผลิตและความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบของทั้งสองบริษัทมาประสานกัน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริหารต้นทุนและลดความซ้ำซ้อนของการดำเนินงาน

โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายของวัตถุดิบที่ GC มีอยู่เดิม ผสานกับเครือข่ายการผลิตและความเชี่ยวชาญของ SCGC ซึ่งอาจช่วยให้บริษัทร่วมทุนสามารถบริหารสมดุลการผลิตได้ดีขึ้น เมื่อราคาวัตถุดิบหรือความต้องการผลิตภัณฑ์ในตลาดโลกเปลี่ยนแปลง

ด้านที่สอง การเพิ่มความแข็งแกร่งของพอร์ตผลิตภัณฑ์และการขยายตลาด โดยการรวมศักยภาพด้านเทคโนโลยี วิจัยและพัฒนา รวมถึงฐานลูกค้าของทั้งสองบริษัท เพื่อเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และขยายโอกาสจำหน่ายสินค้าในตลาดที่มีศักยภาพเติบโต

การรวมเครือข่ายลูกค้าและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายอาจช่วยเพิ่มโอกาสเสนอขายสินค้าข้ามกลุ่มลูกค้า หรือ Cross-selling ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของอุตสาหกรรมได้รวดเร็วขึ้น

ด้านที่สาม การยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการผลิต ซึ่งครอบคลุมการวางแผนใช้สินทรัพย์ การบำรุงรักษาโรงงาน การบริหารพลังงานและระบบสาธารณูปโภค ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพของทั้งสองบริษัท

หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ประโยชน์เหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนต่อหน่วย เพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ และสนับสนุนความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของธุรกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข Synergy ที่เปิดเผยยังเป็นประมาณการภายใต้สมมติฐานทางธุรกิจ โดยทั้งสองบริษัทคาดว่าจะทยอยรับรู้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพภายในประมาณ 3 ปี และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างจากประมาณการตามสภาพตลาด ต้นทุน และความสำเร็จในการบูรณาการธุรกิจ

ชูผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง ต่อยอดยานยนต์ โซลาร์ และอุตสาหกรรมอนาคต

นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนแล้ว การร่วมทุนระหว่าง GC และ SCGC ยังมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับธุรกิจจากการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ปิโตรเคมีทั่วไป ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและตอบสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้า

ทิศทางดังกล่าวมีความสำคัญในช่วงที่ตลาดผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีพื้นฐานเผชิญการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง โดยเฉพาะสินค้าประเภทเม็ดพลาสติกที่มีคุณสมบัติมาตรฐาน ซึ่งผู้ผลิตจำนวนมากสามารถแข่งขันกันด้วยราคาและปริมาณการผลิต

ในทางกลับกัน ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงมักต้องอาศัยเทคโนโลยีเฉพาะทาง ความสามารถด้านวิจัยและพัฒนา มาตรฐานคุณภาพ ตลอดจนความร่วมมือกับลูกค้าในการออกแบบคุณสมบัติของวัสดุให้เหมาะสมกับการใช้งาน

การรวมความเชี่ยวชาญของ GC และ SCGC จึงมีโอกาสเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต้องการวัสดุที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง อุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ที่ต้องการวัสดุทนทานต่อสภาพแวดล้อม รวมถึงวัสดุก่อสร้างและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเฉพาะทาง

อีกทั้งยังมีโอกาสต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น วัสดุที่ออกแบบให้รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น หรือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรตลอดวงจรชีวิตสินค้า ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต

การขยายสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว และอาจส่งผลดีต่อความสามารถทำกำไรในระยะยาว หากบริษัทร่วมทุนสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างและสร้างความต้องการได้อย่างต่อเนื่อง

นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำจุดแข็งที่แตกต่างและเกื้อหนุนกันของทั้งสององค์กรมาผสาน เพื่อสร้างธุรกิจที่แข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ ฐานการผลิต เทคโนโลยี นวัตกรรม และความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง จะช่วยยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย โดยเฉพาะการสร้างขนาดธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้น เพื่อรองรับความท้าทายจากตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

หนุน SME และอุตสาหกรรมปลายน้ำไทย เพิ่มโอกาสแข่งขันตลาดโลก

ผลประโยชน์อีกด้านที่อาจเกิดขึ้นจากความร่วมมือครั้งนี้ คือการสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปลายน้ำของประเทศไทย ซึ่งใช้เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเป็นส่วนประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมจำนวนมาก ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ทางการแพทย์ วัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน

การมีฐานการผลิตปิโตรเคมีที่มีประสิทธิภาพและมีความสามารถในการพัฒนาวัสดุเฉพาะทางภายในประเทศ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่ต้องการพัฒนาสินค้าให้มีคุณสมบัติแตกต่างจากคู่แข่ง

ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการผลิตบรรจุภัณฑ์อาจสามารถร่วมพัฒนาวัสดุที่มีน้ำหนักเบาลงแต่ยังรักษาความแข็งแรง หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมอาจเข้าถึงการพัฒนาวัสดุที่เหมาะสมกับมาตรฐานสินค้าใหม่ ๆ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าผลิตภัณฑ์เฉพาะทางทั้งหมด

หากบริษัทร่วมทุนสามารถใช้ความแข็งแกร่งด้านวิจัยและพัฒนาของทั้งสองบริษัทสนับสนุนผู้ประกอบการได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างนวัตกรรม และขยายตลาดส่งออกของอุตสาหกรรมไทย

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่จะเกิดกับผู้ประกอบการปลายน้ำยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ทั้งระดับราคาเม็ดพลาสติก การเข้าถึงเทคโนโลยี เงื่อนไขทางการค้า และระดับการแข่งขันในตลาดหลังการรวมธุรกิจ

ดังนั้น ความสำเร็จของบริษัทร่วมทุนในระยะยาวจึงไม่ควรวัดเฉพาะการลดต้นทุนหรือการเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตและแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้ดีขึ้นด้วย

แข่งขันตลาดโลกท่ามกลางวิกฤตกำลังการผลิตส่วนเกิน

การตัดสินใจร่วมทุนของ GC และ SCGC เกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกยังเผชิญความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน โดยเฉพาะการเพิ่มกำลังการผลิตจากผู้ผลิตรายใหญ่ ซึ่งส่งผลให้การแข่งขันด้านราคายังคงรุนแรง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตปิโตรเคมีต้องเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการบริหารต้นทุน การใช้กำลังการผลิตให้เหมาะสม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคากับผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่า

เมื่อพิจารณาในบริบทนี้ แผนร่วมทุนระหว่าง GC และ SCGC จึงมีนัยสำคัญมากกว่าการรวมสินทรัพย์ เพราะเป็นการเตรียมความพร้อมของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยสำหรับการแข่งขันในระยะยาว

การมีขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นอาจช่วยเพิ่มอำนาจในการบริหารจัดซื้อและลดต้นทุนบางส่วน แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทร่วมทุนจะสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาวะอุตสาหกรรมขาลงได้ทั้งหมด

หากความต้องการผลิตภัณฑ์ในตลาดโลกยังเติบโตต่ำกว่ากำลังการผลิตใหม่ หรือส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจก็ยังอาจได้รับผลกระทบ

ด้วยเหตุนี้ ประสิทธิภาพด้านต้นทุนควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าได้สูงขึ้น จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจช่วยให้บริษัทร่วมทุนมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับวัฏจักรอุตสาหกรรมมากขึ้น

GC ถือหุ้น 56% SCGC 44% เปิดทางบริหารสินทรัพย์ภายใต้โครงสร้างเดียว

สำหรับโครงสร้างการร่วมทุน GC และ SCGC วางแผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นใหม่ โดย GC จะถือหุ้นในสัดส่วน 56% และ SCGC ถือหุ้น 44% ผ่านรูปแบบการแลกเปลี่ยนหุ้นโดยไม่มีการชำระค่าตอบแทนเป็นเงินสด

ขอบเขตของธุรกรรมครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย รวมถึงการถือหุ้นในกิจการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้บริษัทร่วมทุนสามารถบริหารสินทรัพย์และกิจกรรมทางธุรกิจสำคัญภายใต้โครงสร้างการจัดการร่วมกัน

การปรับโครงสร้างดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้การบริหารธุรกิจเป็นไปอย่างมีเอกภาพมากขึ้น ทั้งด้านวัตถุดิบ การผลิต การลงทุน และการจัดสรรทรัพยากร

ในมุมของ GC การถือหุ้นใหญ่ในบริษัทร่วมทุนจะช่วยเพิ่มบทบาทในการบริหารธุรกิจปิโตรเคมีพื้นฐาน และเปิดโอกาสนำศักยภาพด้านการผลิตและการบริหารวัตถุดิบที่มีอยู่มาสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกับสินทรัพย์ของ SCGC

ส่วน SCGC จะได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมในธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีความหลากหลายด้านฐานการผลิตและวัตถุดิบมากขึ้น ขณะเดียวกันยังสามารถต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงและนวัตกรรมให้เข้าถึงโอกาสทางตลาดในวงกว้าง

สำหรับสถานะทางการเงินของทั้งสองบริษัท การร่วมทุนยังมีเป้าหมายสร้างศักยภาพการทำกำไรและกระแสเงินสดที่มั่นคงขึ้น เพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต โดยรูปแบบการรับรู้ผลประกอบการในงบการเงินของแต่ละบริษัทจะขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ทางบัญชีและโครงสร้างการควบคุมกิจการหลังธุรกรรมแล้วเสร็จ

จับตาอนุมัติผู้ถือหุ้น 3 ธ.ค. 2569 ก่อนปิดดีลครึ่งหลังปี 2570

แม้ทั้งสองบริษัทจะเปิดเผยโครงสร้างและเป้าหมายของความร่วมมือชัดเจนมากขึ้น แต่ธุรกรรมดังกล่าวยังต้องผ่านขั้นตอนการอนุมัติที่เกี่ยวข้องก่อนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนอย่างเป็นทางการ

ตามกำหนดการที่เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์ ทั้งสองบริษัทเตรียมจัดส่งหนังสือเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2569 และกำหนดประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 3 ธันวาคม 2569 เพื่อพิจารณาอนุมัติธุรกรรม

หลังจากนั้นคาดว่าจะดำเนินกระบวนการขออนุมัติจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า และหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการปรับโครงสร้างและจัดตั้งบริษัทร่วมทุน โดยตั้งเป้าดำเนินธุรกรรมให้แล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปี 2570

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อจากนี้ นอกจากการได้รับอนุมัติแล้ว ยังรวมถึงรายละเอียดการบูรณาการสินทรัพย์ การจัดโครงสร้างองค์กร การบริหารต้นทุนร่วมกัน และความสามารถในการทำให้ผลประโยชน์จาก Synergy เกิดขึ้นได้จริงตามเป้าหมาย

โดยเฉพาะการรวมธุรกิจที่มีสินทรัพย์และกระบวนการผลิตขนาดใหญ่ จำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิต ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลจะมีบทบาทในการพิจารณาผลกระทบด้านการแข่งขันทางการค้า เพื่อให้การรวมธุรกิจดำเนินไปภายใต้กติกาที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อระบบอุตสาหกรรมโดยรวม

จากสองยักษ์ปิโตรเคมี สู่โอกาสสร้างความแข็งแกร่งระยะยาวให้ประเทศไทย

ในภาพรวม ความร่วมมือระหว่าง GC และ SCGC ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยที่กำลังปรับตัวรับความท้าทายจากการแข่งขันระดับโลก

การรวมจุดแข็งด้านวัตถุดิบ ฐานการผลิต เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายลูกค้าเข้าด้วยกัน มีศักยภาพสร้างธุรกิจที่มีความสามารถแข่งขันด้านต้นทุนมากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุตสาหกรรมในประเทศ

หากสามารถดำเนินธุรกรรมและบูรณาการธุรกิจได้ตามแผน บริษัทร่วมทุนแห่งใหม่จะไม่เพียงมีขนาดใหญ่ระดับ TOP 10 ของโลกในธุรกิจโพลิโอเลฟินส์เมื่อพิจารณาจากกำลังการผลิตเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาบตาพุดให้มีบทบาทมากขึ้นในฐานะศูนย์กลางการผลิตปิโตรเคมีของอาเซียน

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของดีลครั้งนี้จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดสินทรัพย์หรือกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิสูจน์ผ่านความสามารถในการบริหารต้นทุน การสร้าง Synergy ที่เกิดขึ้นจริง การเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และการรักษาความสามารถทำกำไรท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก

ท้ายที่สุด ดีล GC–SCGC จึงอาจเป็นมากกว่าการผนึกกำลังของสองบริษัทพลังงานและปิโตรเคมีชั้นนำของไทย แต่เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยขนาดและปริมาณ ไปสู่การแข่งขันด้วยประสิทธิภาพ เทคโนโลยี และมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในอนาคต