GPSC มั่นใจ ผลงาน Q2/69 โตขึ้นจากQ1/69 

Loading

GPSC ลุ้นQ2/69 ผลประกอบการโตขึ้นจาก Q1/69 รับรู้ผลการดำเนินงานโรงไฟฟ้าGHECO-ONE กลับมาเดินเครื่องผลิตตามปกติ โครงการพลังงานหมุนเวียน (AEPL) ในอินเดียมีแนวโน้มดีขึ้น โครงการ EBITDA Uplift เป็นไปตามเป้าปีนี้ 700 ล้านบาท ตั้งเป้าลงทุนธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ในไทย 300 เมกะวัตต์ คาดชัดเจนปีนี้ ขณะที่อินเดีย ตั้งเป้าระยะแรก 50 เมกะวัตต์ คาดชัดเจนQ3/69 ลั่นจ่อชงรัฐ ดันต่อสัญญาIPP ในแผนPDP ฉบับใหม่ พร้อมร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าใหม่

นางสาวสุกิตตี ไชยรักษ์ ผู้จัดการฝาสยอาวุโสการเงินองค์กรและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เปิดเผยในงาน GPSC: Earnings Call (OPPDAY) Q1/2026 วันที่ 12 พ.ค.2569 โดยระบุว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส2/69 คาดว่าจะปรับตตัวดีขึ้นจากไตรมาส1/69 ที่มีกำไรสุทธิ 1,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยบวกจากโรงไฟฟ้า GHECO-ONE กลับมาเดินเครื่องการผลิตตามปกติ หลังจากหยุดซ่อมบำรุงในไตรมาส 1/69 (1 ม.ค.-29 มี.ค.69) รวมถึงมีความต้องการใช้ไฟฟ้า(ดีมานด์)จากกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม(IU) ที่แข็งแกร่ง อีกทั้งรับรู้ผลประกอบการที่มีแนวโน้มดีขึ้นของโครงการพลังงานหมุนเวียนในอินเดียในบริษัท อวาด้า เอนเนอร์ยี่ ไพรเวท ลิมิเต็ด (AEPL)ที่เปิดเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์(COD) ตามแผนและมีค่าแสงที่ดีขึ้น ตอลดจนมีการดำเนินโครงการ EBITDA Uplift ที่ตั้งเป้าหมายอยู่ที่ 700 ล้านบาทในปีนี้ จากไตรมาส1/69 ที่ทำได้ 132 ล้านบาท และตั้งเป้าในปี 2570 อยู่ที่ 900 ล้านบาทและการบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพในทุกๆด้าน

โดยทิศทางในไตรมาส 2/69 และภาพรวมทั้งปี 2569 บริษัท ประเมินว่า ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(Ft) ไตรมาส2/69 จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 14.96 สตางค์ต่อหน่วย และเฉลี่ยทั้งปี2569 อยู่ที่ 14.06 สตางค์ต่อหน่วย ส่วนราคา Pool Gas ไตรมาส 2/69 จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 345-350 บาทต่อล้านบีทียู และเฉลี่ยทั้งปี2569 อยู่ที่ 325-330 บาทต่อล้านบีทียู อย่างไรก็ตาม มติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 กำหนดราคก๊าซฯ ไม่เกินค่าเฉลี่ยราคาควบคุมที่ภาคนโยบายกำหนด (347.47 บาทต่อล้านบีทียู) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อลดผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชน และให้นำส่วนต่างของราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง (Pool Price) กับค่าก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บไปทยอยเรียกคืนในการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้ารอบเดือนมกราคม 2570 เป็นต้นไป ซึ่งมติดังกล่าวอาจจะทำให้ราคา Pool Gas ปรับตัวลดลง

ส่วนราคาถ่านหิน คาดว่า ไตรมาส2/69 จะอยู่ที่ 140-145 ดอลลาร์ฯต่อตัน และเฉลี่ยทั้งปี2569 อยู่ที่ 135-140 ดอลลาร์ฯต่อตัน ขณะที่ดีมานด์ของกลุ่มลูกค้าโรงไฟฟ้า SPP ในไตรมาส2/69 ในส่วนของไฟฟ้าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นแต่ไอน้ำอาจลดลงตามทิศทางการเดินเครื่องของลูกค้า และทั้งปี2569 ดีมานด์ไฟฟ้าอาจลดลงแต่ไอน้ำเพิ่มขึ้น ซึ่งในส่วนของไฟฟ้าจะมาจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ที่หมดอายุลง ด้านอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท คาดว่าจะอยู่ในกรอบใกล้เคียงไตรมาส1/69 โดยไตรมาส2/69 คาดว่า จะอยู่ที่ 32.4 บาทต่อดอลลาร์ฯ และทั้งปี2569 อยู่ที่ 32-33.5 บาทต่อดอลลาร์ฯ

สำหรับทิศทางตลาดไฟฟ้าในช่วงที่เหลือของปี2569 โดยในส่วนของราคาก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ในไตรมาส 2/69 คาดว่า จะปรับขึ้นอยู่ที่ 15-20 ดอลลาร์ฯต่อล้านบีทียู จากไตรมาส1/69 อยู่ที่ 14 ดอลลาร์ฯต่อล้านบีทียู และราคาPool Gas ไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 329 บาทต่อล้านบีทียู เพิ่มขึ้นจากไตรมาส1/69 อยู่ที่ 271 บาทต่อล้านบีทียู ขณะที่ค่าFt ไตรมาส 2/69 เพิ่มขึ้นอยู่ที 16.23 สตางค์ต่อหน่วย หรือค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย จากไตรมาส1/69 อยู่ที่ 9.72 บาทต่อล้านบีทียู หรือ ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย

โดยภาครัฐอยู่ระหว่างบริหารจัดการสมดุลต้นทุนพลังงานกับค่าไฟฟ้าเพื่อดูแลผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย ผ่านกลไกต่างๆ เช่น การตรึงราคาPool Gas และการใช้กลไก Clawback ในช่วง พ.ค.-ส.ค.69 รวมถึงมีการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน โดยผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยแรกจะได้รับค่าไฟฟ้าอัตราต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย และปรับราคาเป็นขั้นบันไดในกลุ่มนี้ก็จะไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ GPSC ได้ปรับพอร์ตฟอริโอให้มีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับต่อสถานการณ์ความเสี่ยงดังกล่าว โดยเพิ่มศักยภาพการผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีต้นทุนต่ำ มีการบริหารจัดการผ่านโครงการ EBITDA Uplift และมีสัญญาการันตีขั้นต่ำที่ลูกค้าต้องรับไฟฟ้าและไอน้ำ(MTOP) อยู่ที่ 75% ของปริมาณการซื้อขายตามสัญญาระยะยาว ด้านการเงินยังมุ่งมั่นลดต้นทุนและบริหารพอร์ตการเงินในต่างประเทศด้วย และอนาคตจะเดินหน้าโครงการพลังงานหมุนเวียนและธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งปัจจุบัน ได้เตรียมความพร้อมไว้ 3-4 พื้นที่ในไทย ตั้งเป้าหมายลงทุน 300 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปีนี้ และในอินเดีย ระยะแรกจะลงทุนไม่เกิน 50 เมกะวัตต์ ในลักษณะแพลตฟอร์ม และจะขยายสู่ 300 เมกะวัตต์ ภายใน 3-5ปี คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 3 ปีนี้  

ทั้งนี้ จากการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ(PDP) ฉบับใหม่ บริษัทมองว่าเป็นโอกาสในการเสนอต่อสัญญาโรงไฟฟ้าIPP ที่จะหมดอายุลงเพื่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ รวมถึงเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ในอนาคต และโอกาสการเข้าลงทุนธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ตลอดจนการขายไฟฟ้าในรูปแบบขายตรง (Direct PPA) ด้วย